16 04, 17: อัพเดทล่าสุด

ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ภาพลักษณ์แห่งเอกภาพของประชาชาติอิสลาม ตอนที่ 2


images (4)

 

 

การสร้างเอกภาพและสันติ

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ไม่ละทิ้งความพยายามที่จะสถาปนาสันติภาพให้เกิดขึ้นให้ได้ด้วยการเจรจา และลบล้างความคิดของผู้นำกุเรชให้ได้ หากมุสลิมประสบความสำเร็จตามวิธีการที่ท่านได้คิดไว้ มุสลิมจะได้ประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์อย่างเป็นอิสระ ท่ามกลางสายตาของชาวอาหรับผู้ตั้งภาคีหลายพันคน สิ่งนี้ถือเป็นการเผยแพร่ศาสนาอิสลามอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่ตามมาก็คือสิทธิของมุสลิมก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น การใช้กำลังบีบบังคับของพวกกุเรชก็จะเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของทุกคน แล้วพวกกุเรชก็คงไม่สามารถที่จะระดมพลชาวอาหรับมาเพื่อเป็นปฏิปักษ์ต่อมุสลิมได้อีก เพราะเท่ากับว่าพวกเขากำลังทำตัวเป็นฝ่ายสกัดกั้นไม่ให้ผู้จาริกแสวงบุญชาวมุสลิมได้ทำพิธีกรรมดังกล่าว

ในที่สุดท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้ตัดสินใจส่งอุษมาน บินอัฟฟาน ซึ่งมีความเกี่ยวดองทางเครือญาติกับอบูซุฟยาน เป็นผู้นำสาสน์ของท่านไปเจรจากับพวกกุเรช ในที่สุดพวกกุเรชได้ส่งซุฮัยล์เป็นตัวแทนของพวกเขามาเจรจากับท่านศาสดา การพูดคุยระหว่างซุฮัยล์และท่านศาสดาทำให้เกิดการร่างข้อสัญญาทำข้อตกลงระหว่างมุสลิมกับพวกกุเรช เขาพยายามสร้างข้อเสนอที่บีบคั้นมุสลิมถึงขนาดที่เกือบจะไม่ได้ร่างข้อตกลงสันติภาพ การทำความตกลงระหว่างสองคนสิ้นสุดด้วยการพยายามที่จะสร้างเงื่อนไขมากมายของซุฮัยล์ สุดท้ายสัญญาถูกร่างขึ้นและได้รับการลงนามจากทั้งสองฝ่าย

การทำสัญญาในครั้งนี้ท่านอาลีเป็นคนบันทึกเรื่องราวในสัญญาทั้งหมด ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้สั่งให้ท่านอาลีเขียนว่า “นี่คือข้อตกลงสันติภาพที่มุฮัมมัดศาสดาของอัลลอฮ์ กระทำ (ซุฮัยล์ในนามตัวแทนของพวกกุเรช)” ซุฮัยล์ได้กล่าวขึ้นว่า “เราไม่ยอมรับความเป็นศาสนทูตและการได้รับสานส์ของท่าน ถ้าเรายอมรับเช่นนั้น เราคงไม่ทำสงครามกับท่าน ท่านควรจะเอ่ยเฉพาะนามของท่านและบิดาของท่าน แต่ห้ามใส่คำว่าศาสดาของอัลลอฮ์” พวกมุสลิมเริ่มแสดงความไม่พอใจที่จะให้ศาสดายอมตามความต้องการของซุฮัยล์ถึงขนาดนั้น แต่ท่านศาสดาก็ยอมทำตามความประสงค์ของซุฮัยล์

ด้วยจิตใจที่มั่งมั่นในการต้องการสันติภาพและเอกภาพที่จะให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยมิได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ความพยายามที่จะก่อให้เกิดสันติภาพทำให้ต้องเจ็บปวดต่อการกระทำของพวกกุเรช ข้อตกลงลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในโลก และไม่เคยมีมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งแสดงถึงความเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพื่อรักษาสันติภาพที่ท่านปรารถนา ท่านยอมรับเงื่อนไขที่เต็มไปด้วยการบีบคั้นของซุฮัยล์ เพื่อรักษาเป้าหมายข้างต้น

สัญญาสันติภาพฮุดัยบียะฮ์

สัญญานี้เป็นสัญญาสันติภาพที่ควรทราบถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ แม้จะมีมุสลิมบางกลุ่มไม่พอใจเพราะท่านมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล และรู้ว่าหากสัญญานี้ผ่านพ้นไปได้จะทำให้ศาสนาอิสลามปรากฏขึ้นและเป็นที่ยอมรับในที่สุด สัญญานี้ระหว่างท่านศาสดากับตัวแทนของพวกกุเรชที่ร่างขึ้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้

1. พวกกุเรชและมุสลิมมีข้อตกลงร่วมกันว่า พวกเขาจะไม่ทำสงครามหรือรุกรานกันเป็นเวลา 10 ปี เพื่อสร้างความสมานฉันท์และสันติภาพให้เกิดขึ้นในดินแดนอาหรับ
2. หากมีพวกกุเรชคนใดหนีออกจากมักกะฮ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อาวุโสและเข้ารับอิสลาม และเข้าร่วมกับมุสลิม มุฮัมมัดจะต้องส่งเขาผู้นั้นกลับคืนยังพวกกุเรช แต่หากมีมุสลิมคนใดกลับไปหาพวกกุเรช พวกกุเรชไม่จำเป็นต้องส่งคืนกลับมายังหมู่มุสลิม
3. มุสลิมและพวกกุเรชมีสิทธิที่จะทำสัญญาข้อตกลงใดๆ กับกลุ่มชนอื่นๆ ได้
4. ในปีนี้มุฮัมมัดและพรรคพวกต้องเดินทางออกจากบริเวณนี้ และกลับคืนสู่นครมะดีนะฮ์ในปีต่อมาเมื่อพวกเขามีอิสระที่จะเดินทางเข้ามักกะฮ์และเยือนบ้านของพระเจ้า แต่มีเงื่อนไขว่าพวกเขาต้องอยู่ที่มักกะฮ์ได้ไม่เกินสามวัน และต้องไม่พกพาอาวุธใดๆ ติดตัวมา นอกจากดาบที่มีไว้ใช้สำหรับการเดินทางเท่านั้น
5. มุสลิมที่ยังอาศัยอยู่ในมักกะฮ์มีสิทธิ์ที่จะปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนาของตนเอง ตามข้อตกลงของสัญญาสันติภาพนี้ และพวกกุเรชไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอันตรายพวกเขาเป็นเด็ดขาด หรือบีบบังคับให้พวกเขาละทิ้งความเชื่อของพวกเขา หรือแสดงการดูถูกเหยียดหยามศาสนาของพวกเขา
6. ผู้ลงนามในข้อตกลงนี้ มีหน้าที่ให้เกียรติต่อทรัพย์สินของกันและกัน และต้องทิ้งการเสแสร้งและเล่ห์เพทุบายต่างๆ หัวใจของพวกเขาต้องไร้ซึ่งความริษยาต่อกันและกัน
7. มุสลิมที่เดินทางมาจากมะดีนะฮ์สู่นครมักกะฮ์นั้น ทรัพย์สินของพวกเขาจะได้รับการให้เกียรติ

นี่คือข้อความที่ปรากฏในร่างข้อตกลงสัญญาสันติภาพฮุดัยบียะฮ์ เนื้อหาของสัญญาสันติภาพฉบับนี้บ่งบอกถึงความกดดันอย่างหนักที่มีต่อศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ซึ่งถ้าไม่ยอมรับตามนี้สันติภาพก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ เพื่อรักษาเป้าหมายไว้ท่านจึงยอมทำสัญญาแม้จะเสียเปรียบมากมายท่ามกลางกระแสคัดค้านและความขัดแย้งในหมู่สาวกและสหายของท่านศาสดา

ผลประโยชน์แห่งคุณค่าของเอกภาพและสันติภาพ

สันติภาพระหว่างท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) กับหัวหน้าชาวกุเรช ใช้เวลาต่อรองทั้งหมด 19 วัน ณ ตำบลฮุดัยบียะฮ์ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของท่านศาสดามุฮัมมัดที่มองการณ์ไกลและเข้าใจถึงสถานการณ์ ความพยายามอย่างบริสุทธิ์ใจที่จะรักษาสันติภาพให้ได้นั้น เป็นสิ่งยืนยันว่านี่คือความยิ่งใหญ่ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ศาสดาแห่งมนุษยชาติ

สรุปจากสิ่งที่ได้รับประโยชน์และคุณค่าอันอเนกอนันต์ต่อศาสนาอิสลามมีดังนี้

1. สงครามหยุดพัก 10 ปี ระยะเวลาที่ยาวนานนี้ทำให้โอกาสเผยแพร่มีเวลามากยิ่งขึ้น และนั่นคือโอกาสทองสำหรับชาวมุสลิมในการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม
2. สรีระของมนุษย์ในวัยหนุ่มและวัยที่มีอายุมากขึ้น ความรุนแรงและการใช้เหตุผลแตกต่างกันทำให้มุสลิมเริ่มคลายความกังวลและมีอิสระมากขึ้น
3. การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติกลับมาอีกครั้งหนึ่ง การไปมาหาสู่ระหว่างมุสลิมชาวมักกะฮ์และมาดีนะฮ์มีบ่อยขึ้น ทำให้ได้เรียนรู้หลักการอันสูงส่งของอิสลาม หลังจากหลงกราบไหว้รูปปั้นอยู่นานหลายศตวรรษ
4. การเรียนรู้อิสลามนี่เองที่เป็นเสมือนปฐมบทสำหรับการพิชิตมักกะฮ์ในเวลาต่อมา การชำระล้างความสะอาดของมุสลิมก่อนเริ่มพิธีละหมาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย การได้ฟังโองการอัลกุรอาน การสร้างแรงบันดาลใจแก่ชาวมักกะฮ์ กฎเกณฑ์ทางศาสนาแบะมารยาททางสังคมได้ถูกนำมาใช้ ท่ามกลางชาวมักกะฮ์ที่ไม่เคยเห็นภาพเหล่านี้มาก่อน
5. อัลกุรอานบทฟัตฮ์ได้แจ้งข่าวชัยชนะของมุสลิม ที่ถูกประทานลงมาในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นแห่งชัยชนะในเวลาต่อมา

แบบอย่างของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ก็คือแบบอย่างของชาวมุสลิมทั่วโลก และเราต้องเดินตามสิ่งที่ท่านได้ปฏิบัติไว้ อย่าเพียงแต่เอาคำพูดของท่าน เพราะมันจะไม่เกิดประโยชน์อะไร เราต้องดูสภาพความเป็นจริงในโลกปัจจุบัน จำนวนประชากรมุสลิมในปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 ล้านคน แต่เราไม่สามารถเป็นประชาชาติที่เข้มแข็งได้ จำนวนที่มากมายแต่แตกแยกกัน สิ่งนี้จะขัดขวางเราจากจากคุณประโยชน์อันใหญ่หลวง ในทางกลับกัน จำนวนที่น้อยนิดแต่มีเอกภาพนั้นจะทำให้เรามีความมั่นคงแข็งแกร่ง

แบบอย่างของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ที่ไม่สุดโต่งเหมือนสาวกและมุสลิมบางกลุ่มที่จะขัดขวางสัญญานี้ โดยไม่เข้าใจว่าตนเองกำลังทำลายสันติภาพที่ยิ่งใหญ่ที่ศาสดาได้สร้างขึ้น ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่ามุสลิมนั้น พระเจ้าได้วางแนวทางให้เราได้ก้าวเดินแล้ว นั่นก็คือทางสายกลางที่ไม่ตึงและไม่หย่อนจนเกินไป หรือที่เราเรียกว่า “มุสลิมประชาชาติสายกลาง”

وَكَذَٰلِكَ جَعَلْنَاكُمْ أُمَّةً وَسَطًا لِّتَكُونُوا

“และในทำนองเดียวกันนั้น เราได้กำหนดให้พวกเจ้าทั้งหลายเป็นประชาชาติสายกลาง” (อัลบาเกาะเราะฮ์ : 143)

แต่ตรงกันข้าม ประชาชาติอิสลามในปัจจุบันได้ละทิ้งทางสายกลางในการดำเนินชีวิต พฤติกรรมต่างๆ จึงโอนเอียงไปทางซ้ายหรือไม่ก็ทางขวา ไปสู่ตะวันออกหรือไม่ก็ตะวันตกในที่สุด พวกเขาละทิ้งแนวทางที่เที่ยงตรงอันเป็นแนวทางที่เราได้รับความเมตตาจากอัลลอฮ์ (ซบ.)

ในอีกโองการหนึ่ง อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงแสดงภาพคุณลักษณะของประชาชาติอิสลามที่ว่าพวกเขาคือประชาชาติที่เป็นเอกภาพ

إِنَّ هَـٰذِهِ أُمَّتُكُمْ أُمَّةً وَاحِدَةً وَأَنَا رَبُّكُمْ فَاعْبُدُونِ

“และแท้จริงประชาชาติของพวกเจ้าคือประชาชาติเดียวกัน และข้าเป็นองค์อภิบาลของพวกเจ้า ดังนั้นจงเคารพภักดีข้าเถิด” (อัลอัมบิยาอ์ : 92)

โดยข้อเท็จจริงที่พวกเรามองเห็นในขณะนี้ ประชาชาติอิสลามในทุกวันนี้มิได้เป็นประชาชาติที่มีเอกภาพดังที่อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงประสงค์อีกต่อไป ประชาชาติอิสลามโดยเฉพาะตะวันออกกลาง กลายเป็นกลุ่มที่แตกแยกกันตามเจตนารมณ์ของบรรดาจักรวรรดินิยม ซึ่งไม่เพียงแต่มีความรู้สึกเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันเท่านั้น ยังยุยงให้เกิดสงครามห่ำหั่นกันในระหว่างพี่น้องร่วมศาสนาอีกด้วย

สิ่งที่มุสลิมทั่วโลกควรพิจารณาอย่างจริงจัง ก็คือประชาชาติสายกลางในปัจจุบันยังอยู่ในตำแหน่งที่ล้าหลังและห่างไกล และถูกปกคลุมด้วยความตกต่ำแทบทุกด้าน หลากหลายจากประเทศมุสลิมยังต้องแขวนชะตาชีวิตด้วยการพึ่งพากลุ่มชนอื่น ทั้งในด้านเศรษฐกิจหรือการทหาร

ชาวมุสลิมของเรายังคงดำรงชีวิตอยู่อย่างขาดความกระตือรือร้น ประชาชาติอิสลามในทุกวันนี้ยังไม่ได้ใช้ปัจจัยจากความเข้มแข็งที่มีอยู่ พวกเราควรรำลึกว่าอัลกุรอานนั้นเป็นพระบัญชาจากอัลลอฮ์ (ซบ.) ที่ทรงประทานให้แก่ปวงชนผู้โง่เขลา เกียจคร้านและปราศจากความคิด

  พฤติกรรมที่น่าเกลียดที่สุดที่ประสบกับประชาชาติอิสลาม ก็คือเราไม่จริงจังกับอัลกุรอาน พวกเราประดับประดาฝาผนังบ้านด้วยภาพอักษรประดิษฐ์จากอายะฮ์กุรอาน แต่เราไม่ได้ประดับประดาชีวิตด้วยคำสอนของอัลกุรอาน เราบรรจงอ่านอัลกุรอานเบื้องหน้าคนที่เสียชีวิต แต่เราไม่ได้เข้มงวดสิ่งนี้ในหมู่คนที่ยังมีชีวิตอยู่

إِنَّ اللَّـهَ لَا يُغَيِّرُ مَا بِقَوْمٍ حَتَّىٰ يُغَيِّرُوا مَا بِأَنفُسِهِمْ ۗ

“แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงเปลี่ยนแปลงกลุ่มชนใด จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงตนเองเสียก่อน” (อัรเราะอ์ดุ : 11)

    นับวันเรายิ่งเผลอไผลขาดความเอาใจใส่ในแหล่งพลังอันยิ่งใหญ่ดังกล่าวนี้เข้าไปทุกที จำนวนคนของเรามีมาก แต่เป็นความมากที่มีสภาพประหนึ่งฟองน้ำที่อยู่เหนือน้ำ ดังฮะดีษของท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ที่กล่าวว่า “มากเหมือนดังฟองน้ำ”

  หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งคือ ชนชาติที่เป็นยิวหรือรู้จักกันในนาม “อิสราเอล” ได้หันกลับมาใช้ประโยชน์จากพลังจิตวิญญาณและพลังทางศาสนาของพวกเขาอย่างเต็มที่ ในการปลุกเร้าประชาชาติของพวกเขาให้ตื่นจากการหลับใหล ชาวยิวทั้งหมดที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจ่ายถูกรวมให้เป็นหนึ่งเดียว โดยการรณรงค์ให้มีการฟื้นฟูภาษาแม่ของพวกเขา จนกระทั่งพวกเขาสามารถเผชิญหน้ากับประชาชาติอิสลาม โดยการอ้างกลับไปยังหลักฐานจากคัมภีร์เตารอตของพวกเขา ในขณะที่เราเผชิญหน้ากับพวกเขาโดยไม่ได้อ้างหลักฐานกลับไปยังคัมภีร์อัลกุรอานแต่อย่างใด

      จำนวนของเรามีมากแต่เป็นความมากที่มีสภาพประหนึ่งฟองน้ำที่อยู่เหนือน้ำ ดังฮะดีษของท่านรอซูลุลอฮ์ (ซ็อลฯ) ที่ว่า “มากเหมือนดั่งฟองน้ำ”

     ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ประชากรมุสลิมจำนวนหนึ่งพันล้านประหนึ่งฟองน้ำที่มีอยู่จำนวนมากมาย แต่มันจะแตกสลายทันทีเมื่อถูกลมพัด จึงพ่ายแพ้แก่เงื้อมมือของชาวยิว อิสราเอลที่ถูกสาปแช่ง ซึ่งมีประชากรแค่เพียง 3 ล้านคนเท่านั้น

    สิ่งเดียวที่เราจำเป็นต้องกระทำโดยรีบเร่ง คือการสร้างสังคมสันติภาพให้เป็นเอกภาพ เป็นอุมมะฮ์ (ประชาชาติ) เดียวกันให้ได้ ซึ่งคือต้นกำเนิดของความสามัคคีและความจำเริญ หากเรารวมกันได้ มีความปรองดองและยำเกรงต่ออัลลอฮ์ (ซบ.) หากเราทำให้สังคมของเรามีแต่ความแตกแยกตามการชี้นำของตะวันตก ตามการยุยงของมหาอำนาจ ในที่สุดเราก็จะเป็นเหยื่อของความสูญเสียที่ไม่มีวันจบสิ้น

     กล่าวโดยสรุปก็คือ ประชาชาติอิสลามลืมอัลลอฮ์ (ซบ.) อัลลอฮ์จึงทรงทำให้พวกเขาหลงลืมตัวเอง ดังที่อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงตรัสว่า

وَلَا تَكُونُوا كَالَّذِينَ نَسُوا اللَّـهَ فَأَنسَاهُمْ أَنفُسَهُمْ ۚ أُولَـٰئِكَ هُمُ الْفَاسِقُونَ

“และพวกเจ้าอย่าได้เป็นเช่นบรรดาจำพวกที่ลืมอัลลอฮ์ แล้วอัลลอฮ์ก็ทำให้พวกเขาลืมตัวเอง” (อัลฮัชร์ : 19)

    แม้ว่าเราจะมีองค์กรใหญ่ที่สุดในโลกรองจากสหประชาชาติ ซึ่งถูกเรียกและรู้จักในนาม “OIC” องค์กรเพื่อเอกภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศในโลกอิสลาม ซึ่งทุกคนเข้าใจและรู้จักดีถึงบทบาทขององค์กรนี้ ในความเป็นจริงแล้วการมีอยู่ของอุมมะฮ์ไม่มีความหมายใดๆ หากไม่มีอิสลามที่อยู่ในหลักการตามบทบัญญัติของศาสนา ไม่มีชัยชนะหากไม่มีอิสลาม ไม่มีเอกภาพที่แท้จริงหากขาดความบริสุทธิ์ใจ และไม่มีเกียรติยศอันใดพึงมีแก่อุมมะฮ์ (ประชาชาติ) นี้ หากไม่มีอิสลาม

     ท่านอุมัร อัลคอตต็อบ อมีรุลมุอ์มินีน ได้กล่าวไว้เป็นสัจธรรมว่า

         “ก่อนหน้านี้เราเป็นกลุ่มชนที่ต้อยต่ำที่สุด แต่แล้วอัลลอฮ์ก็ทรงยกเกียรติพวกเราด้วยอิสลาม หากเราแสวงหาเกียรติยศโดยปราศจากอิสลาม แน่นอนอัลลอฮ์จะทำให้เรากลับคืนสู่ความต่ำต้อยอีกครั้ง”

บทความโดย : ศ.ดร.อิมรอน  มะลูลีม



โพสต์การตอบสนอง

ใหม่ล่าสุด
10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนท่านนบี ซ.ล. ทำอะไร ? 10 ข้อควรรู้ในช่วงสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน 11 สิ่งที่คุณควรทำในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน ดุอาอฺในวันอีด เลิกซะ 7 สิ่งที่ทำให้ริสกี ของคู่ชีวิตลดลง ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สุดยอด! อ่านซูเราะฮ อัล-มุลกฺ ทุกคืน แล้วคุณจะปลอดภัยจากสิ่งนี้ สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ หนังสืออนุมัติวันลาหยุดทหารเนื่องในวันอีฏิ้ลฟิตริ ฮ.ศ.1438 ปิดใจ ฮีโร่หนุ่มมุสลิมช่วยชีวิตเหตุเพลิงไหม้แฟลตในลอนดอน ใครที่จำเป็นต้องถือศีลอดรอมฎอน หะดีษเก๊! ผลบุญการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ 30 คืน ในเดือนรอมฎอน หยุดแชร์ ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด นักธุรกิจมุสลิมกว่า 100 ท่าน ร่วมพลังงานละศีลอด มุ่งมั่นเดินหน้าร่วมมือธุรกิจ จุฬาฯ ประกาศดูดวงจันทร์กำหนดวันที่ 1 เดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) 1438 ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ ศาลอุทธรณ์ถอนคำสั่ง“ทรัมป์”ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ อีกแล้ว! นอร์เวย์เสนอร่างกฎหมายห้ามแต่งกายปิดหน้าในโรงเรียน
เกี่ยวกับองค์กร  •  RSS  •  ติดต่อเรา
The Leader