16 03, 31: อัพเดทล่าสุด

ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ภาพลักษณ์แห่งเอกภาพของประชาชาติอิสลาม ตอนที่ 1


download (37)

 

เรื่องราวของศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) มีความชัดเจนในทุกๆ ช่วง นับตั้งแต่ท่านอับดุลลอฮ์และนางอามีนะฮ์ ผู้เป็นบิดามารดา ซึ่งแต่งงานกันจนกระทั่งถึงช่วงที่ท่านเสียชีวิตลง เราทราบเรื่องราวอย่างละเอียดมากมาย นับตั้งแต่วันที่ท่านถือกำเนิดออกมาดูโลก วัยเด็กจนเข้าสู่วัยรุ่น การประกอบอาชีพก่อนการเป็นศาสดา การเดินทาออกจากมักกะฮ์ไปยังต่างเมือง จนถึงวันที่อัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งท่านเป็นศาสนทูตของพระองค์ นอกจากนั้นเรายังทราบเกี่ยวกับสภาพต่างๆ ของท่านทั้งหมดในแต่ละปีโดยละเอียด ชัดเจนและสมบูรณ์ ซึ่งทำให้ชีวประวัติของท่านมีความแจ่มแจ้งชัดเจนดุจดังแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แม้แต่นักวิชาการตะวันตกบางคนได้กล่าวว่า “มุฮัมมัดคือบุรุษเพียงหนึ่งเดียวที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางแสงสว่างของดวงอาทิตย์”

 

 ไม่ง่ายนักที่จะมีเรื่องราวของศาสนทูตท่านใดของพระเจ้าก่อนหน้านี้ที่จะเป็นได้เหมือนท่าน เช่นศาสดามูซา (อ.) ซึ่งเราไม่ทราบถึงชีวิตในช่วงวัยเด็ก วัยหนุ่ม และวิถีชีวิตก่อนการแต่งตั้งท่านเป็นศาสนทูต นอกจากอัตชีวประวัติหลังจากเป็นศาสทูต แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และท่านศาสดาอีซา (อ.) ก็ทำนองเดียวกัน เราไม่ทราบชีวิตในวัยเด็กนอกจากที่คัมภีร์ไบเบิ้ลเล่มต่างๆ ในปัจจุบันที่กล่าวถึงท่านได้เข้าไปยังโบสถ์ยิวและได้โต้ตอบกับบรรดานักบวชชาวยิวเหล่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นเราไม่ทราบมากนัก นอกจากเรื่องราวการเผยแพร่ศาสนาเล็กๆ น้อยๆ

 

     ส่วนท่านศาสดา (ซ็อลฯ) นั้นมีเรื่องราวที่กล่าวถึงรายละเอียดมากมาย เช่น การรับประทานอาหาร การยืน การนั่ง การสวมใส่เสื้อผ้า บุคลิกท่าทาง แนวความคิด ตลอดจนถึงการปฏิบัติต่อครอบครัว การประกอบศาสนพิธี การละหมาด การใช้ชีวิตร่วมกับบรรดาซอฮาบะฮ์

 

     ชีวประวัติของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) เป็นการบอกถึงประวัติชีวิตมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงให้เกียรติในการเป็นศาสนทูต เป็นประวัติที่มิได้ออกจากกรอบของความเป็นมนุษย์เลย ด้วยเหตุนี้เองประวัติของท่านจึงมีอิทธิพลอย่างยิ่งยวดต่อพฤติกรรม ทั้งในเรื่องส่วนตัวและสังคมของผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา ในขณะที่การกล่าวอ้างว่าเยซูหรืออีซาเป็นพระเจ้า ย่อมทำให้สถานภาพนั้นสูงส่งเกินกว่าที่จะเป็นแบบอย่างสำหรับมนุษย์สามัญชนที่จะปฏิบัติตามได้ ทั้งในเรื่องส่วนตัวและส่วนร่วม แต่สำหรับท่านศาสดา (ซ็อลฯ) แบบอย่างการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และเพียบพร้อมของท่านได้เกิดขึ้นเป็นจริงแล้ว และยังคงสามารถเป็นแบบอย่างเช่นนั้นได้ตลอดไปสำหรับทุกคนที่ประสงค์การมีชีวิตที่เปี่ยมสุขและน่ายกย่อง ทั้งในเรื่องส่วนตัว ครอบครัวและสังคมรอบข้าง และนี่คือสิ่งที่อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสยืนยันไว้ในอัลกุรอานคัมภีร์อันทรงเกียรติว่า

لَّقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّـهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ لِّمَن كَانَ يَرْجُو اللَّـهَ وَالْيَوْمَ الْآخِرَ وَذَكَرَ اللَّـهَ كَثِيرًا

          “แน่นอนในตัวของศาสนทูตของอัลลอฮ์นั้นมีแบบอย่างที่ดีเลิศ สำหรับบุคคลที่มุ่งหวังต่ออัลลอฮ์และวันสุดท้าย” (อัลอะห์ซาบ : 21)

 

    เพื่อให้เรื่องราวการสร้างเอกภาพของศาสดาชัดเจนมากขึ้น จึงขอยกตัวอย่างในสนธิสัญญาที่ท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) ได้ให้ชาวมุฮาญิรีนและอันศอรเป็นพี่น้องบุญธรรม และให้มุสลิมและชนต่างศาสนิกช่วยเหลือเกื้อกูลกันที่เป็นหลักฐานที่ไม่อาจโต้แย้งได้เลยว่า ในอิสลามมีหลักการว่าด้วยความเสมอภาคในสังคม และพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมและผู้นำศาสนาอื่นคือมิตรภาพ ตราบใดที่พวกเขาต้องการมิตรภาพนั้นที่มีหลักการว่าด้วยสัจธรรม ความยุติธรรม การช่วยเหลือเกื้อกูล การทำความดี การยำเกรงและสิ่งอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ การกำจัดความชั่วร้ายให้หมดไปจากสังคม เป็นคติพจน์ที่รัฐอิสลามที่ต้องการประกาศเผยแพร่รัฐอิสลาม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในภูมิภาคใดในโลกหรือในยุคใด ที่จะต้องตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่เที่ยงธรรมเหล่านี้ แม้แต่ในโลกปัจจุบัน หลักการพื้นฐานเหล่านี้ยังคงเป็นหลักการที่สูงส่งและเป็นธรรมอย่างที่สุด ความพยายามเพื่อสถาปนารัฐขึ้นในดินแดนมุสลิมในยุคสมัยของเรา จะต้องตั้งอยู่บนหลักการอิสลาม การกระทำดังกล่าวนอกจากจะทำให้มุสลิมสามารถสร้างสังคมที่เข้มแข็งที่สุด สมบูรณ์ที่สุด สงบสุขที่สุดและสูงส่งที่สุดได้แล้ว ยังเป็นความพยายามที่สอดรับกับวิวัฒนาการของแนวคิดทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามด้วย

 

   ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การสถาปนารัฐจะต้องตั้งอยู่บนหลักการอิสลาม การละทิ้งหลักการอิสลามจะทำให้รัฐของมุสลิมล่มสลาย ในเมื่ออิสลามมิได้ข่มเหงรังแกศาสนิกอื่นในรัฐอิสลาม ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ไม่ละเมิดสิทธิของศาสนิกอื่น ดังนั้นจะกลัวอะไรกับการใช้กฎหมายในรัฐอิสลาม เพราะกฎหมายอิสลามเป็นความยุติธรรมสูงสุด เป็นความจริง เป็นภารดรภาพ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างสมบูรณ์แบบ ความรักใคร่กลมเกลียวกัน การสร้างเอกภาพระหว่างมนุษย์คือเป้าหมายสูงสุดที่อิสลามได้วางไว้ แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผู้ศรัทธาที่มั่นคง และนี่คือแนวทางที่อัลกุรอานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้

وَلَوْ أَنَّ أَهْلَ الْقُرَىٰ آمَنُوا وَاتَّقَوْا لَفَتَحْنَا عَلَيْهِم بَرَكَاتٍ مِّنَ السَّمَاءِ وَالْأَرْضِ وَلَـٰكِن كَذَّبُوا فَأَخَذْنَاهُم بِمَا كَانُوا يَكْسِبُونَ

         “และหากว่าชาวเมืองนั้นได้ศรัทธาและมีความยำเกรงแล้วไซร้ แน่นอนเราก็เปิดให้พวกเขาแล้วซึ่งความศิริมงคลต่างๆ จากฟากฟ้าและแผ่นดิน” (อัลอะห์รอฟ : 96)

 

وَأَنَّ هَـٰذَا صِرَاطِي مُسْتَقِيمًا فَاتَّبِعُوهُ ۖ وَلَا تَتَّبِعُوا السُّبُلَ فَتَفَرَّقَ بِكُمْ عَن سَبِيلِهِ ۚ ذَٰلِ وَأَنَّ هَـٰذَا صِرَاطِي مُسْتَقِيمًا فَاتَّبِعُوهُ ۖ وَلَا تَتَّبِعُوا السُّبُلَ فَتَفَرَّقَ بِكُمْ عَن سَبِيلِهِ ۚ ذَٰلِكُمْ وَصَّاكُم بِهِ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَكُمْ وَصَّاكُم بِهِ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ

          “และแท้จริงนี่คือแนวทางของฉันอันเที่ยงตรง พวกท่านจงปฏิบัติตามมันเถิด และอย่าปฏิบัติตามหลายๆ ทางเพราะมันจะทำให้พวกท่านแยกออกไปจากทางของพระองค์” (อัล-อันอาม : 153)

 

    ความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนต่อศาสนาอิสลาม คือประมวลคำสอนที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ทั้งวิญญาณ จิตใจ ร่างกาย โลกดุนยาและโลกหลังความตาย อิสลามคือศาสนาและรัฐมัสยิดและรัฐสภา และอัลกุรอานคือคำสอนที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องของมนุษย์ ทั้งปัจเจกบุคคลและส่วนร่วม มันคือคำสอนที่สามารถสร้างหลักประกันให้กับมนุษย์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า คำสอนของอิสลามจึงสอดคล้องกับทุกยุคทุกสมัยและทุกสภาวการณ์ มนุษย์ทุกคนจึงถูกเชิญชวนให้เข้ามาสู่กระบวนทัศน์อิสลามในทุกมิติ ทั้งในระดับปัจเจกหรือสังคม ประชาชนหรือผู้นำ ช่วงอ่อนแอหรือเข้มแข็ง ช่วงยากลำบากหรือสุขสบาย สันติหรือสงคราม ในทุกมิติของชีวิตนี้ เราถูกเชิญชวนให้อยู่ในกรอบของอิสลามอย่างสมบูรณ์

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا ادْخُلُوا فِي السِّلْمِ كَافَّةً وَلَا تَتَّبِعُوا خُطُوَاتِ الشَّيْطَانِ ۚ إِنَّهُ لَكُمْ عَدُوٌّ مُّبِينٌ

          “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเข้าสู่ความสันติโดยทั่วทั้งหมด และจงอย่าทำตามบรรดาก้าวเดินของซาตาน แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า” (อัลบาเกาะเราะฮ์ : 208)

 

    ความเข้าใจที่บิดเบี้ยวและคลาดเคลื่อนในศาสนานี้ ได้สร้างผลกระทบที่ร้ายแรงต่ออิสลาม กลายเป็นศาสนาแห่งการล้างแค้น อาฆาต แค้นเคือง มองประวัติศาสตร์ความสวยงามของอิสลามในเชิงอคติและไม่สร้างสรรค์ ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังที่มีแต่ความวุ่นวายและทำลายล้าง ทั้งๆ ที่อิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติภาพและมุ่งสร้างความเจริญ

 

     ความสุดโต่งและความรุนแรง ทำให้ประชาชาติมุสลิมตกเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อของพวกตะวันตก ทั้งๆ ที่ชื่อว่า “อิสลาม” ซึ่งแปลว่า “สันติภาพ” ถูกเปลี่ยนไปจากเจตนาเดิมที่พระเจ้าได้ตั้งไว้ คือความสันติภาพ ศาสนาแห่งดุลยภาพ แต่ก็มีบางกลุ่มที่บูชาความสำเร็จอย่างรวบรัด ต้องการชัยชนะแบบฉาบฉวย สร้างความเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหัน อาศัยกองกำลังและความรุนแรง เป็นวิธีการที่พวกเขาคิดว่าจะมั่นคงตลอดไป อิสลามปฏิเสธความรุนแรงและแนวคิดสุดโต่ง อิสลามถือว่าความสุดโต่งเป็นสาเหตุของความหายนะ ตัวชี้วัดชัยชนะที่แท้จริงในอิสลามจึงไม่สามารถวัดได้จากความสำเร็จเชิงประจักษ์บนโลกนี้เท่านั้น แต่มันคือความพึงพอใจของอัลลอฮ์ (ซบ.) และการยืนยันแนวทางที่ถูกต้องต่างหาก

 

 อิสลามได้สอนให้ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมว่า ความแตกต่างคือช่องทางและโอกาสที่จะทำให้เกิดความรู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน บนพื้นฐานของความยำเกรง

وَتَعَاوَنُوا عَلَى الْبِرِّ وَالتَّقْوَىٰ ۖ وَلَا تَعَاوَنُوا عَلَى الْإِثْمِ وَالْعُدْوَانِ ۚ

          “ท่านทั้งหลายจงช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บนพื้นฐานความดีงามและยำเกรง อย่าได้ช่วยเหลือในสิ่งที่เป็นบาปและสร้างศัตรู” (อัลมาอิดะฮ์ : 2)

 

    อิสลามคือศาสนาที่ยอมรับความหลากหลาย และถือว่าเป็นดอกไม้หลากสีที่มีความสวยงาม ในนามของพระเจ้าและการเผยแพร่อิสลาม ศาสดาได้รวบรวมเผ่าพันธุ์ต่างๆ ทั่วโลกให้เป็นหนึ่งเดียว ในบรรยากาศอันเดียวกัน สวมใส่เสื้อผ้าที่เหมือนกัน ปฏิบัติกิจกรรมอันเดียวกัน เห็นได้ชัดในพิธีกรรมทางศาสนาหรือที่เรียกว่า “การประกอบพิธีฮัจญ์” ที่นครมักกะฮ์ อิสลามจึงมีต้นทุนและเครื่องมือในการสร้างความเป็นหนึ่งที่สามารถปฏิบัติได้จริงภายใต้ปรัชญาคำสอน “อุมมะเตาวาฮิดะฮ์” (ประชาชาติหนึ่งเดียว) เพราะอิสลามคือศาสนาที่เสริมสร้างไม่ใช่การทำลาย ไม่ใช่การแตกกระจาย การมุ่งมั่นทำความดีไม่ใช่แข่งขันกันทำความชั่วบนหน้าแผ่นดิน

 

      การฉวยโอกาสของตะวันตกจากการเกิดโศกนาฏกรรม 9/11 ดูเหมือนว่าความพยายามที่จะทำให้อิสลามเป็นศาสนาแห่งความหวาดกลัว และการหลั่งเลือดกลายเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรากฏตัวของกองกำลังติดอาวุธที่ใช้วาทกรรม “การญิฮาด” ที่ได้สร้างภาพอันมัวหมองต่ออิสลาม ภาพความรุนแรงที่เผยแพร่ทั่วไปตามโลกอ่อนไลน์ ได้ทำให้สังคมโลกเข้าใจผิดว่าอิสลามคือการเชือดคอ เข่นฆ่าและตัดสินคดีด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมเท่านั้น ทั้งๆ ที่การกระทำในลักษณะนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับอิสลาม

 

      เพื่อที่สนับสนุนข้ออ้างอิงดังกล่าว จะเห็นได้ว่าท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) นั้นเป็นผู้รักสันติและความยุติธรรม โดยขอยกกรณีที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ที่เข้าร่วมสัญญาอัลฟุฏูล สมัยที่ท่านอยู่ในนครมักกะฮ์ ในขณะที่ท่านอายุเพียง 20 ปี ซึ่งเป็นสัญญาที่มีเนื้อหาให้ชาวกุเรซยึดมั่นหลักความยุติธรรม ไม่ล่วงละเมิด คืนสิทธิให้กับบุคคลที่พึงได้รับ และลงโทษผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ในฐานะผู้เข้าร่วมประชุมที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น ได้รับเชิญให้ไปเป็นสักขีพยานในสัญญานี้ แม้กระทั่งเมื่อท่านได้เป็นผู้นำที่นครมะดีนะฮ์ ซึ่งท่านกล่าวว่า

          “ฉันเคยร่วมทำสัญญากับญาติที่บ้านของอับดุลลอฮ์ บินญุดอาน ฉันดีใจยิ่งกว่ามีอูฐราคาแพงเสียอีก หากฉันได้รับเชิญในช่วงที่ศาสนาอิสลามได้ปรากฏขึ้นแล้ว ฉันก็ยินดีที่จะร่วมแน่นอน” (เชคอัลบนีร ระบุเป็นฮะดีษหะซัน)

 

    ผู้ปกครองในโลกมุสลิมได้ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน ถ้ากลุ่มผู้นำปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ความวุ่นวายในโลกมุสลิมก็จะไม่เกิดขึ้นเหมือนกับการเกิดขึ้นของอาหรับสปริง สาเหตุทั้งหมดมาจากการปกครองของผู้นำที่อยุติธรรมทั้งสิ้น ประวัติศาสตร์ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) คือบทเรียนมิได้มีไว้เพื่อท่องจำแต่เพียงอย่างเดียว

 

   ท่านศาสนทูตศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้ร่างพันธะสัญญาระหว่างชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอร ท่านได้เชิญชวนให้ชาวยิวเข้ามาร่วมด้วย และยอมรับสิทธิในการนับถือศาสนาของพวกเขา อิบนิฮิซามได้เล่าถึงรายละเอียดของพันธะสัญญาฉบับนี้ในหนังสือชีวประวัติของท่าน ซึ่งประกอบด้วยพื้นฐานของรัฐอิสลามแห่งแรก ในเรื่องของมนุษยธรรมและความยุติธรรมในสังคม ซึ่งจะขอกล่าวถึงเพียงหลักการที่สำคัญๆ ที่มีอยู่ในเอกสารดังต่อไปนี้

  1. ประชาชาติอิสลามเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่มีการแบ่งแยก

  2. ชาวมุสลิมทุกคนมีความเสมอภาคกันในสิทธิและศักดิ์ศรี

  3. ประชาชาตินี้จะต้องช่วยเหลือกันในสิ่งที่ไม่เป็นการข่มเหงรังแกกัน ในสิ่งที่เป็นความชั่วร้ายและการละเมิด

  4. ประชาชาตินี้จะต้องร่วมกันกำหนดท่าทีต่อศัตรูโดยไม่มีผู้ใดทำสัญญาโดยที่ผู้อื่นไม่ร่วมด้วย

  5. การสถาปนาสังคมให้ตั้งอยู่บนระบบที่ดีและเที่ยงธรรมที่สุด

  6. ต่อต้านผู้ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐและระบบของรัฐ และจะต้องไม่ให้ความอนุเคราะห์พวกเขาเหล่านั้น

  7. ปกป้องรักษาผู้ที่มีความประสงค์จะสานสัมพันธ์กับมุสลิม และให้ความช่วยเหลือพวกเขา ห้ามทำร้ายหรือรังแกพวกเขา

  8. ชนต่างศาสนิกมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา ในทรัพย์สิน ห้ามการบังคับให้นับถือศาสนาอิสลาม และยึดเอาทรัพย์สินของพวกเขาเหล่านั้น

  9. ชนต่างศาสนิกจะต้องร่วมกันแบกรับภาระค่าใช้จ่ายของรัฐเหมือนกับมุสลิมที่ต้องรับภาระ

  10. ชนต่างศาสนิกจะต้องร่วมกับมุสลิมในการปกป้องรัฐจากภัยอันตรายทุกประการ

  11. ชนต่างศาสนิกจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในสงคราม ตราบใดที่รัฐยังอยู่ในภาวะสงคราม

  12. รัฐจะต้องช่วยเหลือชนต่างศาสนิกที่ถูกละเมิด เหมือนการช่วยเหลือมุสลิมที่ถูกละเมิด

  13. ห้ามมิให้มุสลิมและชนต่างศาสนิกปกป้องศัตรูของรัฐ และพันธมิตรของศัตรูเหล่านั้น

  14. หากว่าการสงบศึกใดให้ประโยชน์แก่ประชาชาตินั้น มุสลิมและชนต่างศาสนิกจะต้องยอมรับการสงบศึกนั้น

  15. บุคคลใดจะไม่ถูกลงโทษเนื่องจากความผิดของผู้อื่น

  16. เสรีภาพในการเดินทางภายในและภายนอกรัฐ จะต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

  17. ไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิดและผู้ละเมิดต่อสิทธิของผู้อื่น

  18. สังคมตั้งอยู่บนการช่วยเหลือกันในความดีและความยำเกรง ไม่ใช่การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในความชั่วและการข่มเหงรังแก

  19. หลักการเหล่านี้ปกป้องรักษาโดยอำนาจ 2 ประการคือ

– อำนาจเชิงนามธรรม คือความศรัทธาของประชาชาติต่ออัลลอฮ์ (ซบ.) การดูแลรักษาของพระองค์ที่มีต่อผู้ทำความดีและยึดมั่นในสัญญา

– อำนาจเชิงรูปธรรม คือผู้นำแห่งรัฐที่มีศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) เป็นตัวแทนของรัฐ

 

 



โพสต์การตอบสนอง

ใหม่ล่าสุด
10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนท่านนบี ซ.ล. ทำอะไร ? 10 ข้อควรรู้ในช่วงสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน 11 สิ่งที่คุณควรทำในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน ดุอาอฺในวันอีด เลิกซะ 7 สิ่งที่ทำให้ริสกี ของคู่ชีวิตลดลง ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สุดยอด! อ่านซูเราะฮ อัล-มุลกฺ ทุกคืน แล้วคุณจะปลอดภัยจากสิ่งนี้ สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ หนังสืออนุมัติวันลาหยุดทหารเนื่องในวันอีฏิ้ลฟิตริ ฮ.ศ.1438 ปิดใจ ฮีโร่หนุ่มมุสลิมช่วยชีวิตเหตุเพลิงไหม้แฟลตในลอนดอน ใครที่จำเป็นต้องถือศีลอดรอมฎอน หะดีษเก๊! ผลบุญการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ 30 คืน ในเดือนรอมฎอน หยุดแชร์ ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด นักธุรกิจมุสลิมกว่า 100 ท่าน ร่วมพลังงานละศีลอด มุ่งมั่นเดินหน้าร่วมมือธุรกิจ จุฬาฯ ประกาศดูดวงจันทร์กำหนดวันที่ 1 เดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) 1438 ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ ศาลอุทธรณ์ถอนคำสั่ง“ทรัมป์”ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ อีกแล้ว! นอร์เวย์เสนอร่างกฎหมายห้ามแต่งกายปิดหน้าในโรงเรียน
เกี่ยวกับองค์กร  •  RSS  •  ติดต่อเรา
The Leader