15 07, 24: อัพเดทล่าสุด

8 เชาวาล ครบรอบวันที่สุสานบากีอ์ถูกทำลายโดยน้ำมืออันสกปรกของวะฮาบีย์ตักฟีรีย์


435311

สุสานบะกีอ์ คืออนุสาวรีย์แห่งรัศมีของพระผู้เป็นเจ้าตลอดกาล ถึงแม้ว่าวันนี้จะมืดมิด เพราะไม่มีแม้ไฟสักดวงที่จะเปิดให้แสงสว่าง เพราะเป็นที่ฝังศพของอิมามผู้บริสุทธิ์ ลูกหลานท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ผู้นำแห่งมนุษยชาติ และปี้นี้ก็ครบรอบปีที่ 80 ที่พวกวะฮาบีได้ทำลายสุสานบากีอ์

 

คงไม่มีมุสลิมคนใดปฏิเสธได้ว่า สุสานบะกีอ์ คือมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งสถานที่หนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งอิสลาม ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่จะมีเรื่องราวที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ในช่วงศตวรรษแรกๆ ของอิสลามเท่ากับ เมืองฮิญาซ

 

 

เนื่องจากว่าแหล่งกำเนิดต้นๆ แห่งอิสลามมีอยู่ที่นั่น และร่องรอยต่างๆ ของผู้นำผู้ยิ่งใหญ่หลายๆ ท่าน ในอิสลามถูกจารึกเอาไว้ ณ แผ่นดินแห่งนี้ แต่เป็นที่น่าเสียใจอย่างมากที่ในปัจจุบันนี้ บางกลุ่มที่คลั่งไคล้ลัทธิที่ดื้อด้านอย่างวะฮาบีย์ ได้ทำลายร่องรอยประวัติศาสตร์อันทรงค่าเหล่านั้นไปจนเกือบหมดสิ้น ด้วยข้ออ้างโคมลอย ซึ่งปราศจากตรรกะ แห่งการอุตริกรรม และการตั้งภาคี

 

หนึ่งจากร่องรอยทางประวัติศาสตร์แห่งอัลอิสลามคือ สุสานบะกีอ์ ซึ่งเป็นสุสานที่สำคัญยิ่งของอิสลามและมุสลิม เป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่จะสามารถทำให้มุสลิม และมิใช่มุสลิมได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวในประวัติศาสตร์อิสลามได้เป็นอย่าง ดี ซึ่งผู้ที่เคยไปประกอบพิธีฮัจญ์มาแล้ว ก็มีน้อยคนนักที่ไม่ได้ไปเยี่ยมเยือนสุสานแห่งนี้

สุสานบะกีอ์ คืออนุสาวรีย์แห่งรัศมีของพระผู้เป็นเจ้าตลอดกาล ถึงแม้ว่าวันนี้จะมืดมิด เพราะไม่มีแม้ไฟสักดวงที่จะเปิดให้แสงสว่าง เพราะเป็นที่ฝังศพของอิมามผู้บริสุทธิ์ ลูกหลานท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ผู้นำแห่งมนุษยชาติ ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) คือ ท่านอิมามฮะซัน (อ.), อิมามอะลี ซัยนุลอาบิดีน (อ.), อิมามมุฮัมมัด บาเก็ร (อ.), และอิมามญะอ์ฟัร ซอดิก (อ.) และรวมถึงเหล่าสาวกผู้ทรงธรรมของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) อีกนับพันคน บรรดานักกอรีผู้มีชื่อเสียง ลูกหลานบนีฮาชิมหลายท่านด้วยกันก็ถูกฝังในสุสานแห่งนี้ แล้วจะไม่ให้เรียกสุสานบะกีอ์ว่า คืออนุสาวรีย์แห่งรัศมีของพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไรกัน??

 
ตามรายงานบุคคลแรกที่ถูกฝังในสุสาน แห่งนี้ คืออุสมาน บิน มัซอูน สาวกผู้ทรงเกียรติของศาสดามุฮัมมัด (ศ.) และท่านศาสดา (ศ.) ได้วางหินก้อนหนึ่งลงบนหลุมฝังศพของอุสมานด้วยมือของท่านเอง และกล่าวว่า “จงฝังศพบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ของฉันที่นี่” แต่ต่อมาไม่นานเมื่อมัรวาน บิน ฮะกัม ผู้เป็นศัตรูกับบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้เป็นเจ้าเมืองแห่งนครมะดีนะฮ์ เขาได้ไปเอาหินก้อนนั้นออกเสีย และสาบานว่าเขาจะไม่ยอมให้มีหินก้อนใดสักก้อนบนหลุมฝังศพของอุสมาน บิน มัซอูน เพื่อที่ต้องการจะไม่ให้ใครรู้จักท่าน

 
หนังสือหลายเล่มที่ได้บันทึกไว้พร้อม รูปภาพจากผู้ที่เคยไปเยี่ยมเยียนสุสานบะกีอ์เมื่อก่อนนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าสภาพของสุสานบะกีอ์ ก่อนการเข้ามามีอำนาจของกลุ่มคลั่งไคล้ในลัทธิวะฮาบีย์ มีโดมและกรงเหล็กที่ทำด้วยทองแดงหรือเงิน กั้นล้อมรอบอย่างสวยงามวิจิตรตระกาลตา พร้อมทั้งมีหินศิลาจารึกนามของผู้ที่ถูกฝังอยู่ ณ ที่นั้นทุกคน แต่เมื่อวะฮาบีย์เข้ามามีอำนาจในผืนแผ่นดินฮิญาซ พวกเขาลงมือทำลายอนุสาวรีย์รัศมีแห่งพระผู้เป็นเจ้านี้ทันที ตามหลักความเชื่อผิดๆ ที่พวกเขาอุปโลกน์ ขึ้นมา การทำลายของวะฮาบีย์มิได้มีแค่นั้น พวกเขาลงมือทำลายสุสานอื่นๆ อีกหลายแห่งในนครมะดีนะฮ์ อาธิเช่นสุสานบรรดาชะฮีด (ผู้เสียชีวิตในหนทางพระเจ้า) ในสงครามอุฮุด หรือหลุมฝังศพของท่านฮัมซะฮ์ และอับดุลลอฮ์ บิดาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) รวมถึงอีกหลายสถานที่ในนครมักกะฮ์

ในความคิดและหลักศรัทธาของวะฮาบีย์ การบูรณะสุสาน การก่ออิฐหรือหินบนสุสานให้สูงกว่าพื้นดินเป็นสิ่งต้องห้าม หรือการปฏิบัติเพื่อเป็นการให้เกียรติต่อสุสานของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยเฉพาะสุสานของบรรดาศาสดา บรรดาผู้เป็นที่รักของอัลลอฮ์ บรรดากัลยาณชนต่างๆ ก็ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งเป็นแนวความคิด ของอิบนุตัยมิยะฮ์ และศิษย์เอกของเขา

อิบนุกัยยิม ที่มีความสับสนต่อรายงานต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องสุสาน จนมีการฟัตวาให้ทำลายสุสานต่างๆ ในนครมะดีนะฮ์ และต่อมาอิบนุตัยมิยะฮ์คนนี้ก็ยังได้ประกาศว่า “การเยี่ยมเยียนสุสาน และการตะวัซซุล (การอาศัยสื่อยังพระผู้เป็นเจ้า) คือบิดอะฮ์ (การสร้างอุตริกรรมในศาสนา) และชิรก์ (การตั้งภาคีกับพระผู้เป็นเจ้า)”

 

อิบนุตัยมียะฮ์มีความเชื่อว่า “การดุอาอ์ มีความนอบน้อม ขอสิ่งพึงประสงค์ ขอความช่วยเหลือ ณ สุสานบะกีอ์ หรือสุสานอื่นๆ ต้องถูกประกาศห้ามอย่างจริงจัง และจะต้องทำลายสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่อยู่รอบๆ สุสานด้วย และหากยังมีการปฏิบัติสิ่งเหล่านั้นกันอีก ก็จำเป็นที่จะต้องทำลายอย่าให้เหลือแม้แต่ซากของสุสาน แม้แต่ร่องรอยก็ไม่ต้องหลงเหลือให้เห็น”

 
ในความเป็นจริงแล้วมวลมุสลิมต่างเห็น พ้องต้องกัน และเข้าใจกันดีโดยไม่ต้องไม่ต้องใช้ปัญญาสักนิดว่า การขอความช่วยเหลือจากผู้ที่เป็นที่รักของพระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่งอนุญาติใน อิสลาม ไม่ได้ขัดกับบทบัญญัติศาสนาแต่ประการใด เพราะการที่มุสลิมคนหนึ่งได้ขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ ผ่านท่านศาสดามุฮัมมัด และลูกหลานของท่านศาสดา (ศ.) ไม่ได้หมายความมุสลิมคนนั้นตั้งภาคีแต่ประการใด เพราะเขาพึงทราบดีว่าผู้ประทานให้ คือพระองค์มิใช่ศาสดา แต่เนื่องจากว่าศาสดามุฮัมมัด (ศ.) คือบุคคลที่พระองค์ทรงรัก และเป็นคนใกล้ชิดของพระองค์ และการที่เราขอสิ่งประสงค์จากพระองค์ผ่านคนรัก และคนใกล้ชิดของพระองค์ นั่นคือการตั้งภาคีหรือ???

 

วะฮาบีย์ถือว่าการปฏิบัติเช่นนั้นเป็นความผิดอันร้ายแรง อิบนุตัยมียะฮ์ถึงขึ้นออกฟัตวาว่า “หากบุคคลใดขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้า เขาต้องรีบ (เตาบัต) กลับเนื้อกลับตัว หากไม่แล้วการฆ่าเขาคนนั้นเป็นสิ่งจำเป็น และทรัพย์สินทั้งหมดของเขาเป็นสิ่งอนุมัติทันที”

คงไม่จำเป็นต้องบอกว่าเหตุผลของการ ประกาศเช่นนั้นเพื่อรักษาศาสนาของพระองค์เพียงประการเดียว หากแต่ว่ามีมากกว่านั้น เพราะหากศึกษาดูโครงสร้างแนวความคิดของวะฮาบีย์แล้ว แท้จริงก็คือแนวทางหนึ่งของศัตรูแห่งอิสลามที่ต้องการเข้ามาทำลายอิสลาม ในคราบของอิสลามและมุสลิม การบิดเบือนศาสนาอิสลามที่แท้จริง คือเป้าหมายหลักของศัตรู แนวความคิดของวะฮาบีย์คือแนวความคิดหนึ่งที่แทรกซึม เข้ามาในหมู่มุสลิม

ซึ่งการถือกำเนิดของลัทธินี้ก็เป็นที่ทราบโดยทั่วไปเป้าหมายคือ สร้างความแตกแยกในหมู่มุสลิม ต่อต้านการญิฮาดและการต่อสู้ ห้ามจัดงานทำบุญต่างๆ ตามบ้านหรือในสุสาน ห้ามจัดงานวันเกิดท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) เป็นต้น โดยการโชว์สโลแกน “บิดอัต” และ “ชิรก์” ซึ่งหากพิจารณาให้ดี การปฏิบัติทั้งหมดที่ลัทธินี้ต่อต้าน ล้วนนำมาซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวกันของมวลมุสลิมทั้งสิ้น

ดังนั้นมุสลิมจงตื่นตัวและระมัดระวัง อีกหนึ่งแผนการร้ายของศัตรูที่กำลังแทรกซึมเข้ามาในอิสลามของเรา วันนี้เมื่อถึงวันเมาลิดุนนบี แทนการจัดงานเพื่อรำลึกท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ พวกเขากลับต่อต้าน ด่าทอสาปแช่งคนบุคคลที่จัดงานรำลึกถึงท่านศาสดาของพระองค์อย่างไม่ละอายเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกแต่จริง เป็นแค่หนึ่งตัวอย่างในบ้านเรา และยังมีอีกหลายๆ อย่างคาดว่าหลายคนคงได้รับทราบถึงแนวคิดอันตรายนี้มาบ้างแล้ว

ดังนั้นในปีนี้เพื่อ รักษาไว้ซึ่งความยิ่งใหญ่แห่งสัญลักษณ์ของพรองค์อัลลอฮ์ ที่กล่าวเช่นนี้เราถือว่า สุสานของบรรดาศาสดา และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ คือสัญลักษณ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า เพราะพวกเขาคือคนของพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาคือสัญญาณแห่งพระผู้เป็นเจ้า สุสานของพวกเขาทำให้เรารำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า

 

การหลับใหล ไม่ยอมเข้าใจ และทำเป็นหูนาตาเร่อ จะนำความหายนะมาสู่อิสลาม และความเป็นมุสลิมได้ ดังนั้นจงตื่นตัวเตรียมพร้อมต่อสู้ทั้งศึกนอกและศึกในที่มีมาเต็มรูปแบบใน ขณะนี้เถิดพี่น้องผู้ร่วมสายธาร

 

http://www.lovehusain.com/


โพสต์การตอบสนอง

ใหม่ล่าสุด
10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนท่านนบี ซ.ล. ทำอะไร ? 10 ข้อควรรู้ในช่วงสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน 11 สิ่งที่คุณควรทำในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน ดุอาอฺในวันอีด เลิกซะ 7 สิ่งที่ทำให้ริสกี ของคู่ชีวิตลดลง ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สุดยอด! อ่านซูเราะฮ อัล-มุลกฺ ทุกคืน แล้วคุณจะปลอดภัยจากสิ่งนี้ สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ หนังสืออนุมัติวันลาหยุดทหารเนื่องในวันอีฏิ้ลฟิตริ ฮ.ศ.1438 ปิดใจ ฮีโร่หนุ่มมุสลิมช่วยชีวิตเหตุเพลิงไหม้แฟลตในลอนดอน ใครที่จำเป็นต้องถือศีลอดรอมฎอน หะดีษเก๊! ผลบุญการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ 30 คืน ในเดือนรอมฎอน หยุดแชร์ ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด นักธุรกิจมุสลิมกว่า 100 ท่าน ร่วมพลังงานละศีลอด มุ่งมั่นเดินหน้าร่วมมือธุรกิจ จุฬาฯ ประกาศดูดวงจันทร์กำหนดวันที่ 1 เดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) 1438 ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ ศาลอุทธรณ์ถอนคำสั่ง“ทรัมป์”ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ อีกแล้ว! นอร์เวย์เสนอร่างกฎหมายห้ามแต่งกายปิดหน้าในโรงเรียน
เกี่ยวกับองค์กร  •  RSS  •  ติดต่อเรา
The Leader