17 01, 18: อัพเดทล่าสุด

อิสลามสอนให้ใช้ความรุนแรงจริงหรือ?


คำถาม : ผมหวังว่าท่านจะช่วยฉันคลี่คลายข้อสงสัยที่ผมได้เห็นจากเหตุการณ์ 11 กันยายน โดยเฉพาะในประเด็นอายะฮฺอัลกุรอานบางอายะฮฺ อายะฮฺเหล่านี้คัดค้านกับสิ่งที่มุสลิมกล่าวไว้อย่างสิ้นเชิงว่าศาสนาของพวก เขาเรียกร้องไปสู่สันติภาพและต่อต้านก่อการร้าย ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่มุสลิมแต่ผมก็ไม่ได้รังเกลียดมุสลิม ผมเพียงต้องการความกระจ่างในประเด็นนี้

ท่านจะอธิบายอายะฮฺนี้อย่างไร “และจงประหัตประหารพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบพวกเขา” อัล บะเกาะเราะฮฺ 191 และ “…แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้ก็จงเอาพวกเขาไว้ และจงฆ่าพวกเขา ณ ที่ที่พวกเจ้าพบพวกเขา และจงอย่าเอาใครในหมู่พวกเขาเป็นมิตรและเป็นผู้ช่วยเหลือ” อัน นิซาอฺ 89 ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับคำตอบจากท่านโดยเร็ว

คำตอบ : ขอบคุณสำหรับคำกล่าวที่สุภาพของคุณจากการคุณไม่ได้รังเกียจมุสลิม การรังเกียจกันเป็นเรื่องที่ไม่ดีไม่ว่าจะเกิดกับใครก็ตาม ผมอยากให้คุณมั่นใจว่า เรามุสลิมมิได้รังเกียจคนที่ไม่ใช่มุสลิมเช่นเดียวกัน ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคริสเตียน ยิว ฮินดู พุทธ หรือคนที่นับถือศาสนาอื่น หรือไม่นับถือศาสนาใดๆเลยก็ตาม ศาสนา(อิสลาม)ของเราไม่อนุญาตให้ฆ่าคนบริสุทธิ์ไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาอะไร ตามคำสอนของอัล กุรอานและทางนำของท่านนะบีของเรา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมถือว่าชีวิตมนุษย์ทั้งหมดนั้นไม่อาจจะล่วงละเมิดได้

อัล กุรอานกล่าวถึงการห้ามฆ่าไว้ว่า “… และอย่าฆ่าชีวิตที่อัลลอฮฺทรงห้ามไว้ นอกจากด้วยสิทธิอันชอบธรรมเท่านั้น นั่นแหละ ที่พระองค์ได้ทรงสั่งเสียมันไว้แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะใช้ปัญญา ” อัล อันอาม 151 และอัลลอฮฺได้กล่าวไว้ในอัล กุรอานอีกว่า “และพวกเจ้าอย่าฆ่าชีวิตที่อัลลอฮฺทรงห้ามไว้ เว้นแต่ด้วยความเที่ยงธรรม และผู้ใดถูกฆ่าอย่างอยุติธรรม ดังนั้น เราได้ให้อำนาจแก่ผู้ปกครองของเขา ฉะนั้น อย่าได้ล่วงเกินขอบเขตในเรื่องการฆ่า แท้จริงเขา(ผู้ถูกอธรรม)จะได้รับความช่วยเหลือ” อัลอิสรออฺ 33 จากคำกล่าวของอัล กุรอาน การฆ่าคนใดคนหนึ่งโดยปราศจากสาเหตุที่เที่ยงธรรมถือว่าเป็นบาปใหญ่ประหนึ่ง ว่าเป็นการฆ่ามนุษย์ทั้งมวล และการไว้ชีวิตหนึ่งชีวิตใดนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ดีประหนึ่งว่าเป็นการ ไว้ชีวิตมนุษย์ทั้งมวล(ดู ซูเราะฮฺ อัล มาอิดะฮฺ 32)

อย่างไรก็ตาม คำถามของคุณนั้นมีเหตุผล ถ้าเช่นนั้นแล้วเหตุใดในอัลกุรอานจึงกล่าวว่า“และจงประหัตประหารพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบพวกเขา” ซึ่งกล่าวไว้ใน ซูเราะฮฺ อัล บะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 191 และซูเราะฮฺ อัน นิซาอฺ อายะฮฺที่ 89 คำตอบง่ายๆก็คือ คุณจะต้องอ่านอายะฮฺเหล่านี้ตามบริบทของใจความและประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น คุณควรจะอ่านให้หมดทั้งอายะฮฺ และให้อ่านอายะฮฺที่อยู่ก่อนหน้าและอายะฮฺที่อยู่ถัดไป นอกจากนั้นคุณจะต้องอ่านให้ครบใจความจากที่กล่าวไว้

“และพวกเจ้าจงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺต่อบรรดาผู้ที่ทำร้ายพวกเจ้า และจงอย่ารุกรานแท้จริง อัลลอฮฺไม่ทรงชอบบรรดาผู้รุกราน,และจงประหัตประหารพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบพวกเขา และจงขับไล่พวกเขาออกจากทีที่พวกเขาเคยขับไล่พวกเจ้าออก และการก่อความวุ่นวายนั้น ร้ายแรงยิ่งกว่าการประหัตประหารเสียอีก และจงอย่าสู้รบกับพวกเขา ณ มัสญิด อัลหะรอม จนกว่าพวกเขาจะทำร้ายพวกเจ้าในที่นั้น หากพวกเขาทำร้ายพวกเจ้าแล้ว ก็จงประหัตประหารพวกเขาเสียเช่นนั้นแหละคือการตอบแทนแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธา,และ ถ้าหากพวกเขายุติ แน่นอน อัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ,และจงสู้รบกับพวกเขา จนกว่าการก่อความวุ่นวายจะไม่ปรากฏขึ้น และจนกว่าการอิบาดะฮฺ ทั้งหลายจะเป็นสิทธิของอัลลอฮฺเท่านั้น แต่ถ้าพวกเขายุติ ก็ย่อมไม่มีการเป็นปฏิปักษ์ใดๆ นอกจากแก่บรรดาผู้อธรรมเท่านั้น,เดือนที่ต้องห้ามนั้น ก็ด้วยเดือนที่ต้องห้ามและบรรดาสิ่งจำเป็นต้องเคารพนั้น ก็ย่อมมีการตอบโต้เยี่ยงเดียวกัน ดังนั้นผู้ใดละเมิดต่อพวกเจ้า และพึงยำเกรงอัลลอฮฺเถิดและจงรู้ไว้ด้วยว่า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงอยู่กับบรรดาผู้ยำเกรงทั้งหลาย” อัล บะเกาะเราะฮฺ 190-194

สำหรับอายะฮฺที่สองที่คุณหยิบยกขึ้นมาก็จะต้องอ่านมันทั้งหมดเช่นกัน

“พวกเขาชอบหากว่าพวกเจ้าปฏิเสธศรัทธา ดังที่พวกเขาได้ปฏิเสธ พวกเจ้าจะได้กลายเป็นผู้ที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นจงอย่าได้ยึดเอาในหมู่พวกเขาเป็นมิตร จนกว่าพวกเขาจะอพยพไปในทางของอัลลอฮฺ แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้ก็จงเอาพวกเขาไว้ และจงฆ่าพวกเขา ณ ที่ที่พวกเจ้าพบพวกเขา และจงอย่าเอาใครในหมู่พวกเขาเป็นมิตรและเป็นผู้ช่วยเหลือ,นอกจากบรรดาผู้ที่ ติดต่ออยู่ กับพวกหนึ่งซึ่งระหว่างพวกเจ้ากับพวกนั้นมีพันธสัญญาอยู่หรือบรรดาผู้ที่มา หาพวกเจ้าโดยที่หัวอกของพวกเขาอัดอั้น ต่อการที่พวกเขาจะสู้รบกับพวกเจ้าหรือสู้รบกับหมู่ชนของพวกเขาเองและหากว่า อัลลอฮฺทรงประสงค์แล้ว แน่นอนก็ทรงให้พวกเขามีอำนาจเหนือพวกเจ้าแล้ว แล้วแน่นอนพวกเขาก็สู้รบกับพวกเจ้าแล้วด้วย แต่ถ้าพวกเขาออกห่างพวกเจ้าโดยที่มิได้ทำการสู้รบกับพวกเจ้า และได้เจรจาแก่พวกเจ้าซึ่งการประนีประนอมแล้วไซร้ อัลลอฮฺก้ไม่ทรงให้มีทางใดแก่พวกเจ้าที่จะขจัดพวกเขาได้,พวกเจ้าจะพบพวกอื่น อีก โดยพวกเขาปรารถนาที่จะปลอดภัยจากพวกเจ้า และปลอดภัยจากพวกเขาเอง คราใดที่พวกเขาถูกให้กลับไปสู่ฟิตนะฮฺ พวกเขาก็ถูกให้กลับไปอยู่ในนั้นตามเดิม ดังนั้นถ้าพวกเขามิได้ออกห่างจากพวกเจ้าไป และมิได้เจรจาแก่พวกเจ้าซึ่งการประนีประนอม และมิได้ระงับมือของพวกเขาแล้วก็จงเอาพวกเขาไว้ และจงฆ่าพวกเขา ณ ที่ที่พวกเจ้าพบพวกเขา และชนเหล่านี้แหละเราได้ให้มีอำนาจอันชัดเจนแก่พวกเจ้าที่จะขจัดพวกเขา ได้”อัน นิซาอฺ 89-91

ตอน นี้คุณลองบอกผมอย่างสัตย์จริงสิว่า อายะฮฺเหล่านี้อนุญาตให้มีการฆ่าใครที่ไหนได้อย่างอิสระหรือไม่? อายะฮฺเหล่านี้อัลลอฮฺประทานลงมายังท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ในช่วงเวลาที่มุสลิมถูกโจมตีจากฝ่ายมุชริกีน(ผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ)ในเมือง มักกะฮฺอยู่เป็นประจำ พวกเขาสร้างความหวาดกลัวให้กับมุสลิมที่อยู่ในมะดีนะฮฺ บางคนอาจเรียกโดยใช้ศัพท์ร่วมสมัยว่าพวกเขาคือผู้ก่อการร้ายที่เข้าโจมตีมะ ดีนะฮฺ และเหตุการณ์ครั้งนี้มุสลิมได้รับการอนุญาตให้ตอบโต้ผู้ก่อการร้ายกลับไป อายะฮฺเหล่านี้มิได้อนุญาตให้มีการก่อการร้าย แต่เป็นการเตือนผู้ก่อการร้าย กระนั้นก็ตามในคำเตือนเหล่านี้คุณจะเห็นว่ามีการเน้นย้ำในเรื่องขอบเขตและ ให้มีความระมัดระวังในการต่อสู้

จำ เป็นอย่างยิ่งที่เราต้องศึกษาตัวบทศาสนาในบริบทที่เหมาะสม เมื่อตัวบทเหล่านี้ไม่ถูกอ่านในบริบทตามนัยยะของเนื้อหาและที่มาที่ไปอย่าง ถูกต้อง มันก็จะถูกดัดแปลงและบิดเบือน เป็นความจริงที่มุสลิมบางคนได้ดัดแปลงอายะฮฺเหล่านี้เพื่อจุดประสงค์ บางอย่างของพวกเขา แต่เรื่องทำนองนี้มิได้มีเพียงแค่ในตัวบทของอิสลามเท่านั้น ความจริงแล้วมีอยู่ในตัวบทของศาสนาอื่นด้วย ผมจะยกตัวบทเพียงส่วนหนึ่งจากคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ปรากฎเรื่องความรุนแรงอย่าง ยิ่ง ถ้าจะหยิบยกจากบริบทในแง่ประวัติศาสตร์ หลักคำสอนในคัมภีร์ไบเบิ้ลเคยถูกนำไปใช้โดยชาวยิวและคริสเตียนหัวรุนแรง กลุ่มต่างๆ นักรบครูเสดใช้ตัวบทที่มีอยู่ในไบเบิ้ลต่อต้านมุสลิมและชาวยิว พวกนาซีก็เคยใช้อ้างเพื่อจัดการกับชาวยิว เมื่อไม่นานมานี้เองคริสเตียนเซอร์เบียก็ใช้เพื่อจัดการกับมุสลิมบอสเนีย และไซออนิสต์ก็ใช้กับชาวปาเลสไตน์

ผมจะลองหยิบยกมาเพียงบางส่วนจากพันธะสัญญาเก่าและพันธะสัญญาใหม่ แล้วคุณบอกผมสิว่าคุณคิดอย่างไร

“เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงพาท่านเข้าในแผ่นดิน ซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะเข้ายึดครอง และกวาดไล่ประชาชาติหลายชาติให้ออกไปพ้นท่าน คือคนฮิตไทต์ คนเกอร์กาชี คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุสเป็นเจ็ดประชาชาติ ซึ่งใหญ่โตกว่าและมีกำลังมากกว่าท่าน,และเมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะ ทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของท่านและท่านจะตีเขาให้พ่ายแพ้ไปนั้น พวกท่านต้องทำลายเขาให้สิ้นทีเดียว อย่าได้กระทำพันธสัญญาใดๆกับเขาเลย และอย่ามีความเมตตาต่อเขาด้วย” [Deuteronomy 7:1-2]

” เมื่อพวกท่านเข้าไปใกล้เมืองซึ่งท่านจะไปสู้รบนั้น จงเสนอหลักสันติภาพแก่เมืองนั้นก่อน,ถ้าเขาตอบท่านอย่างสันติและเปิดประตู เมืองให้แก่ท่าน ก็ให้ประชาชนทั้งปวงที่พบอยู่ในเมืองนั้นทำงานโยธา ให้แก่ท่านและปรนนิบัติท่าน,ถ้าเมืองนั้นไม่ร่วมสันติกับท่าน แต่กลับออกมารบ ก็ให้ท่านเข้าล้อมตีเมืองนั้นได้,เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าประทานเมืองนั้น ไว้ในมือท่านแล้ว ท่านจงฆ่าชายทุกคนเสียด้วยคมดาบ,แต่ผู้หญิงและเด็ก สัตว์และทุกสิ่งในเมืองนั้น คือของที่ริบไว้ทั้งหมดท่านจงยึดเอาเป็นของตัว ท่านจงอิ่มใจในของที่ริบมาจากศัตรูของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน,ท่านทั้งหลายจงกระทำเช่นนี้แก่ ทุกหัวเมืองที่อยู่ไกลจากท่าน ซึ่งไม่ใช่หัวเมืองของประชาชาติใกล้ๆนี้,แต่ในหัวเมืองของชนชาติทั้งหลายนี้ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นมรดก ท่านอย่าไว้ชีวิตสิ่งใดๆที่หายใจได้เลย ,แต่จงทำลายเขาเสียให้สิ้นเชิง คือคนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงบัญชาไว้ [Deuteronomy 20:10-17]

ฉะนั้นบัดนี้จงประหารชีวิตเด็กผู้ชายเสียทุกคน และประหารชีวิตผู้หญิงซึ่งได้เคยนอนร่วมกับชายเสียทุกคน,แต่จงไว้ชีวิตเด็ก ผู้หญิงที่ยังไม่เคยนอนร่วมกับชายไว้สำหรับท่านทั้งหลายเอง [Numbers 31:17-18]

แม้แต่ในพันธะสัญญาใหม่ เราอ่านข้อความที่เป็นคำพูดของพระเยซู(Jesus)ซึ่งกล่าวกับสาวกของท่านว่า

“เราบอกเจ้าทั้งหลายว่าทุกคนที่มีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้เขาอีกแต่ผู้ที่ไม่ มี แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่นั้นจะต้องเอาไปจากเขา,ฝ่ายพวกศัตรูของเราที่ไม่ต้องการ ให้เราครอบครองเขานั้นจงพาเขามาที่นี่และฆ่าเสียต่อหน้าเรา” [Luke19:26-27]

ที่มา www.fityah.com

อ่านต่อ: http://www.muslimvoicetv.com/ncontent/news.php?nid=98#ixzz4W5cFy3vQ



โพสต์การตอบสนอง

ใหม่ล่าสุด
10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนท่านนบี ซ.ล. ทำอะไร ? 10 ข้อควรรู้ในช่วงสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน 11 สิ่งที่คุณควรทำในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน ดุอาอฺในวันอีด เลิกซะ 7 สิ่งที่ทำให้ริสกี ของคู่ชีวิตลดลง ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สุดยอด! อ่านซูเราะฮ อัล-มุลกฺ ทุกคืน แล้วคุณจะปลอดภัยจากสิ่งนี้ สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ หนังสืออนุมัติวันลาหยุดทหารเนื่องในวันอีฏิ้ลฟิตริ ฮ.ศ.1438 ปิดใจ ฮีโร่หนุ่มมุสลิมช่วยชีวิตเหตุเพลิงไหม้แฟลตในลอนดอน ใครที่จำเป็นต้องถือศีลอดรอมฎอน หะดีษเก๊! ผลบุญการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ 30 คืน ในเดือนรอมฎอน หยุดแชร์ ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด นักธุรกิจมุสลิมกว่า 100 ท่าน ร่วมพลังงานละศีลอด มุ่งมั่นเดินหน้าร่วมมือธุรกิจ จุฬาฯ ประกาศดูดวงจันทร์กำหนดวันที่ 1 เดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) 1438 ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ ศาลอุทธรณ์ถอนคำสั่ง“ทรัมป์”ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ อีกแล้ว! นอร์เวย์เสนอร่างกฎหมายห้ามแต่งกายปิดหน้าในโรงเรียน
เกี่ยวกับองค์กร  •  RSS  •  ติดต่อเรา
The Leader