15 07, 16: อัพเดทล่าสุด

ศาสนากับความรุนแรง ตอนที่1


 

2-august-2010_201008020816401

-บทนำ

– ข้อกล่าวหาที่ 1 ความรุนแรงและสงครามภายในหนึ่งศาสนา

-ข้อกล่าวหาที่ 2 สงครามระหว่างศาสนา

-ข้อกล่าวหาที่ 3 การจำกัดศาสนาที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว คือ ต้นตอของความขัดแย้ง

ในยุคสมัยปัจจุบัน หนึ่งในประเด็นที่ถูกนำเสนอมาเพื่อโจมตีศาสนามากที่สุด คือ ประเด็น เรื่องศาสนา กับ ความรุนแรง นักเขียน นักบูรพาคดี และนักวิจารณ์บางส่วนได้ทำการทบทวนประวัติศาสตร์ เพื่อโยงความเกี่ยวข้องระหว่าง ความขัดแย้ง,ความรุนแรง,สงคราม กับ ศาสนา

ปัญหา เรื่องศาสนา กับ ความรุนแรง เป็นสิ่งที่ นักคิดแนววัตถุนิยม มักตั้งประเด็นเพื่อนำเสนอด้านมืดของศาสนา โดยมีจุดประสงค์เฉพาะ

ในเชิงการเมืองนั้น การนำเสนอเรื่อง ศาสนากับความรุนแรง มีจุดประสงค์ เพื่อให้ผู้คนเปลี่ยนไปนิยมแนวคิดแบบวัตถุนิยม นิยมแนวคิดแบบเซคูลาร์ลิซม์(การแยกศาสนาออกจากการเมือง) มีนโยบายหลัก คือ การทำให้ศาสนามีภาพลักษณ์แบบไร้เหตุผล-ความรุนแรง-การละเมิดสิทธิสตรี และอื่นๆ

ในเชิงวัฒนธรรม และปรัชญา กลุ่มที่มักจะนำประเด็นเรื่อง ศาสนา กับ ความรุนแรง มาวิจารณ์คือ กลุ่มเอทิสต์,วัตถุนิยม,เสรีนิยมสุดโต่ง

การนำเสนอ ภาพลบในเรื่อง “ศาสนากับความรุนแรง” มีเป้าหมายทั้งทางการเมือง,วัฒนธรรม,สังคม,วิถีชีวิต ซึ่งปัญหาอย่างหนึ่งของผู้ที่มีความรักศาสนา คือ เมื่อถูกกล่าวหา ว่า ศาสนาของตน เป็นศาสนาที่สอนให้ใช้ความรุนแรง ผู้นับถือศาสนาบางกลุ่มที่ไม่ได้ศึกษาในเรื่องของศาสนาอย่างเพียงพอ หรือ ห่างไกลจากผู้รู้ จึงไม่รู้วิธีที่จะให้คำตอบที่เหมาะสม หรือ หักล้างขอกล่าวหาอันนี้ได้ และในบทความนี้ เราจะนำคำตอบ และคำชี้แจงต่างๆแนะนำเป็นแนวทางสำหรับท่าน และเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับ ผู้ที่คิดว่า ศาสนา สอนให้ใช้ความรุนแรง

โดยทั่วไปแล้ว นักวิชาการผู้วิจารณ์ระดับค้นคว้า จะทำการแบ่ง สงครามและความขัดแย้งของศาสนาออกเป็น สองประเภท คือ สงคราม และความขัดแย้งภายในหนึ่งศาสนา และ สงครามภายนอก คือ สงคราม และความขัดแย้งระหว่าง ศาสนาด้วยกัน

ข้อกล่าวหาที่ 1 สงครามและความรุนแรงภายในศาสนา

ผู้วิจารณ์กลุ่มนี้ให้ทัศนะว่า ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน เมื่อพูดถึงเรื่องศาสนา เราจะเห็นถึงคำสอนของศาสนา ที่สร้างบทบาท ในการสร้างความขัดแย้ง และสงคราม ระหว่าง ผู้นับถือศาสนานั้นด้วยกันเอง ตัวหลัก คำกล่าวนี้ คือ สงคราม 30 ปี ระหว่าง คาทอลิค และ โปรเตสแตนท์ และในศาสนาอิสลาม ก็คือ ปัญหาในเรื่องผู้นำภายหลังจากศาสนา,คอวาริญ และการแตกสาขาของนิกายอย่างมาก

วิพากษ์ทัศนะ

1 สงครามภายในมีเหตุมาจากปัจจัยนอกศาสนา

คำถามหลักในประเด็นนี้ คือ ต้นตอของสงคราม และความขัดแย้ง มาจากคำสอนของศาสนาใช่หรือไม่ ? หรือ ต้นตอของสงคราม และความขัดแย้ง มาจากการอรรธถาธิบาย และการตีความที่ไม่ถูกต้องของคนในศาสนา ไม่ว่า จะเจตนา หรือ เพราะความเขลา ? มีผู้นับถือศาสนา ที่ใช้ศาสนา เป็นเป้าหมาย ในการแสวงหาผลประโยชน์ อำนาจ หรือ ความร่ำรวยหรือไม่ ?

จากการทบทวนและศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเจาะลึก ชี้ให้เห็นว่า หลักธรรมคำสอน และ ปรัชญา ของศาสนา ไม่ได้สอนให้ มนุษย์กดขี่ หรือ รังแก ผู้อื่น และทุกๆศาสนาก็เป็นเช่นนั้น ประโยคสั้นๆที่ พี่น้องชาวไทยต่างก็เคยได้ยินกันเเล้วคือ “ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี”

หลักธรรมคำสอนของศาสนามีจุดประสงค์เพื่อชี้นำมนุษย์ไปสู่ความสำเร็จทั้งในโลกนี้ และ โลกหน้า และ ช่วยเหลือ พวกเขาให้รอดพ้นจากความอันตรายต่างๆ ทั้งทางวัตถุ และจิตวิญญาณ มันจึงไม่ถูกต้องหากจะกล่าวอ้างว่า ศาสนาสอนให้กดขี่ผู้อื่น หรือขมเหงรังแกต่อผู้ใด และนอกจากนี้ เราจะเห็นว่า จากคำสอนของศาสนาเอง ตัวบทคำสอน ของศาสนา ยังต่อต้าน ห้ามปราม และยับยั้ง การกระทำใดก็ตาม ที่จะก่อให้เกิดเมล็ดพันธ์แห่งการกดขี่ หรือ ความขัดแย้ง และการเข่นฆ่า

ศาสนายังสอนและเน้นย้ำให้มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สอนให้ประนีประนอม เชื่อมมิตรภาพต่อกัน,เรียงร้องความยุติธรรมสู้สังคม

ในประเด็นนี้ ผู้วิจารณ์เพียงแต่นำเสนอ ข้อคลุมเครือดังกล่าว ในเชิงรวบรัด แต่ไม่ได้ สร้างความชัดเจนว่า สิ่งที่พวกเขาได้อ้างอิงว่า ศาสนามาพร้อมกับความรุนแรง ซึ่งพวกเขาจะต้องสร้างความชัดเจนว่า สงครามและการเข่นฆ่า หมายถึงอะไร ซึ่งเราสามารถหาคำอธิบายจากสมมติฐานทั้งสองนี้ หนึ่งก็คือ ศาสนาสอนให้ใช้ความรุนแรง สองก็คือ ความรุนแรงมาจากคนในศาสนาที่บิดเบือนเป้าหมายของศาสนา

สมมติฐานแรก คือ บันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ สงคราม และการเข่นฆ่าภายในศาสนา มาจากคำสอนของศาสนา ซึ่งข้ออ้างอันนี้ เป็นข้ออ้างที่ไร้นำหนัก และหลักการ ดังที่เรากล่าวไปแล้วว่า คำสอนของศาสนาไม่ได้สอนให้มนุษย์กดขี่ รังแก หรือ เข่นฆ่าผู้ใด

สมมติฐานที่สอง คือ การใส่ร้ายป้ายสี ความขัดแย้ง และสงคราม ภายใน มีต้นตอมาจากบรรดาผู้ปกครองที่ฉ้อฉล หรือ นักวิชาการที่อคติ หรือบรรดาผู้นับถือศาสนาที่โง่เขลา ซึ่ง ศาลตรวจสอบความเชื่อ ในศาสนา คริสต์ เป็นสิ่งยืนยันถึงสมมติฐานนี้ เพราะ ปัจจัยหลักของความขัดแย้งไม่ได้มีต้นตอมาจาก หลักคำสอนของคริสต์ แต่เป็นการบิดเบือนของผู้นับถือศาสนาบางกลุ่มเท่านั้น

และในอิสลาม ยุคสมัยที่ท่าน ศาสดามูฮัมมัด (ศ) ยังมีชีวต มุสลิมมีความรักและเป็นพี่น้องต่อกันอย่างเหนียวแน่น พวกเขาต่างรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ทว่าภายหลังจากการจากไปของท่านศาสดา(ศ) ปัญหาแรกที่มีความขัดแย้ง ก็คือ ประเด็นเรื่อง การแต่งตั้งผู้นำ ซึ่งถือว่า เป็นประเด็นที่นำไปสู่ สงครามภายในในอนาคตของอดีตกาล ซึ่งปัญหาแรกที่เกิดขึ้น ยุติลงด้วยความสามารถของ อมีรุลมุอฺมีนีน(อ)

ในยุคสมัยที่ท่าน อมีรุลมุอฺมีนีน ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ปกครอง ท่าน(อ)ได้แก้ไขปัญหา และทำสงครามภายในถึงสามสงครามเช่นกัน โดยต้นตอของแต่ละสงคราม ก็ไม่ได้เกิดจาก คำสอนของศาสนาแต่อย่างใด แต่มาจาก การด่วนสรุปตัดสินใจ และความดื้อดึงของผู้นับถือศาสนา เช่นกลุ่ม คอวาริญ ซึ่ง ท่านอมีรุลมุอฺมีนีน ก็ได้รับมือ กับสามสงครามนี้ด้วยความยุติธรรม

สรุป ข้อวิจารณ์ที่ว่า ศาสนาสอนให้ใช้ความรุนแรง หรือสอนให้เข่นฆ่า ถือ เป็นการกล่าวหาที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งผู้กล่าวหา ได้แบ่งความขัดแย้งออกเป็นสองประเภท คือ ความขัดแย้งภายใน และความขัดแย้งภายนอกศาสนา ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงสาเหตุของความขัดแย้งภายในศาสนา เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ว่า คำสอนของศาสนา ไม่ใช่ต้นตอของความขัดแย้ง แต่เกิดจาก ความเขลา การใส่ร้ายป้ายสี หรือการหลงในโลก อำนาจ จึงเป็นเหตุให้ผู้นับถือศาสนาบางกลุ่ม ใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างในการทำสงคราม เพื่อแย่งชิงอำนาจ และจากตัวอย่างสองกรณีในประวัติศาสตร์ศาสนา เป็นหลักฐานที่เพียงพอในการกล่าวว่า ความขัดแย้งภายใน ไม่ได้มีต้นตอมาจากคำสอนของศาสนาแต่อย่างใด…..

2 สงครามภายในทื่มาจากผู้นับถือศาสนา

เป็นไปได้ว่า ผู้วิจารณ์ศาสนา อาจจะตั้งคำถามเชิงคลุมเครือขึ้นมาใหม่ว่า “ในท้ายที่สุด ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากคำสอน หรือคนในศาสนา แต่สุดท้าย สงคราม และการเข่นฆ่า ก็มีปรากฎเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของศาสนา และหากคำสอนของศาสนาไม่เกี่ยวข้อง ถึงอย่างนั้น ในท้างอ้อม ข้อพิพาท และความขัดแย้งเหล่านี้ ก็เกี่ยวข้องกับ ศาสนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นนี้ หากไม่มีศาสนาเลย การตีความ และการบิดเบือน ความผิดพลาดต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น และไฟสงครามภายในศาสนาก็จะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน”

วิพากษ์

คำตอบของเรา จาก ความคลุมเครือในเรื่องนี้ คือ มนุษย์ผู้ซึ่งมีอิสระ และมีเสรีในการเลือก เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความเป็นไปได้ว่า จะใช้ สื่อ หรือ เครื่องมือหนึ่ง ในทางที่ไม่ถูกต้องเสมอ พอๆกับที่เขาสามารถใช้สิ่งต่างๆในเชิงสร้างสรรค์
บางครั้ง เครื่องมือที่ มนุษย์ใช้ คือ คุณธรรมบางประการ เช่น ความยุติธรรม,เสรีภาพ สำนักคิดต่างๆ หรือ แม้กระทั่งความรู้ มนุษย์เราหากจงใจกระทำความผิดแล้ว เขาสามารถใช้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมในการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้เสมอ และประวัติศาสตร์ของสงครามที่มนุษย์ได้ก่อไว้ ก็บอกเล่าเรื่องราวให้เราเช่นนี้เสมอ เราสามารถกล่าวอ้างได้หรือว่า มนุษย์ใช้ “เหล็ก” ทำในสิ่งที่ชั่วร้ายเสมอไป และไม่ใช่สร้างสรรค์สิ่งอื่นๆ แน่นอนว่า คำตอบยอมชัดเจนในตัวของมัน

ศาสนาที่นำเสนอมนุษย์เปรียบดั่ง เครื่องมือ หรือ สื่อ ที่จะนำพาพวกเขาไปสู่ความสำเร็จ และความผาสุข ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า ดังนั้น มันจะเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลหรือ หากเราจะโยนความผิดให้ศาสนา เพราะสงครามต่างๆที่เกิดขึ้น และตัดสินว่า ศาสนาจะต้องถูกถอดถอนออกไปจากมนุษยชาติ และพวกเขาจะต้องไม่นับถือศาสนาอีก !!!
ผู้ที่ศรัทธาต่อพระเจ้า และโลกหลังความตาย จะไม่มีทางยอมรับ สมมติฐานนี้อย่างแน่นอน เพราะ ข้อสมมติดังกล่าว จะปิดกั้นมนุษย์ออกจาก สิ่งที่ดีงามซึ่งมีอยู่ในศาสนาไปด้วย เช่น จริยธรรม ,การสร้างความผาสุขให้ชีวิตโลกนี้และโลกหน้า ,การใช้ปัญญา,การเสียสละ ,การให้ ความรักในพี่น้อง ความยุติธรรม ความถ่อมตน และแม้ว่ากลุ่มที่ไม่มีศาสนา จะอ้างว่า มนุษย์สามารถสร้างคุณค่าที่เป็นบวก(เช่น จริยธรรม สติปัญญา กฎหมาย วิถีชีวิต) โดยไม่ต้องพึ่งพาศาสนาก็ตาม แต่ในท้ายที่สุด พวกเขาก็ต้องยอมรับว่า ศาสนามีบทบาทในการสร้างสรรค์สังคม ปัจเจก และคุณค่าทางจริยธรรม มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าพวกเขาจะชอบ หรือไม่ แต่พวกเขาก็ต้องยอมรับบทบาทของศาสนาในมุมนี้
กล่าวอีกมุมหนึ่งก็คือ สติปัญญาของเรา ได้กล่าวแก่เราว่า เมื่อพิจารณาผลประโยชน์และผลเสียจากการลบศาสนาหนึ่ง จะได้คำตอบว่า ท้ายที่สุด สงคราม บางสงคราม อาจจะไม่เกิดขึ้น และผู้ที่เสียชีวิตจากสงครามภายในศาสนา ก็จะไม่ต้องตาย ซึ่งเมื่อเราเทียบกับจำนวนผู้พลีชีวิตของตนเองในสงครามศาสนา กับ สงคราม ที่ไม่เกี่ยวข้องศาสนา จะได้คำตอบว่า ตัวเลขของผู้ตาย มันไม่อาจเปรียบเทียบกันได้เลย การทำสงครามหลายร้อยปีในนามของศาสนาเสียอีก มนุษย์เราตายเพราะ สงครามการแย่งชิงอำนาจ,แยงชิงบัลลังค์ ล่าอาณานิคมที่ด่อยกว่า,เผด็จการ ,และอื่นๆมากกว่า ที่ตายเพราะทำสงครามศาสนาเสียอีก ตัวอย่างมากมายที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เช่น สามก๊ก,ทรอย,อาหรับฆ่าคนเพราะอคติในวงศ์ตระกูล,ปาเลสไตน์,สงครามโลกครั้งที่ 1 ,สงครามโลกครั้งที่ 2 ,การล่าอาณานิคมของเจงกิสข่าน,การยึดแผ่นดินอินเดียแดงของอเมริกา หรือแม้กระทั่งฆ่ากันเพราะอูฐเพียงตัวเดียว

ดังนั้น ข้อกล่าวหาที่ว่า ไม่มีศาสนา เท่ากับไม่มีคนตาย จึงเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ถูกต้อง เพราะจากหลักฐานชี้ว่า จำนวนมนุษย์ที่สละชีพเพื่อศาสนา เทียบไม่ได้กับจำนวนผู้ตายในสงครามที่ไม่ใช่ศาสนาเลยแม้แต่น้อย มนุษย์จะสูญเสีย คุณค่า และวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ไป หากพวกเขาละทิ้งศาสนา

สรุป บางกลุ่มอ้างว่า แม้ว่าศาสนาจะไม่ใช่ต้นตอของสงคราม แต่ในทางอ้อม มนุษย์ส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ต้องเสียชีวิตลงเพราะสงครามศาสนา ดังนั้น การไม่มีศาสนา จึงไม่มีความขัดแย้ง แต่เมื่อเราทำการพิจาณาจากประวัติศาสตร์ และข้อพิสูจน์ทางตรรกะ จะได้ข้อสรุปว่า มนุษย์สามารถใช้ทุกสิ่งในทางที่ไม่ดีได้ เพื่อประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่พวกเขาวางไว้ ซึ่งจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์มักจะใช้ สิ่งที่ดีงาม ต่างๆ อย่างเช่น ความยุติธรรม หรือ ระบบการปกครองที่สร้างความสุขแก่สังคม, หรือ แผ่นดิน,อาณาจักร เป็นเหตุผล และแรงจูงใจในการก่อสงครามเสมอ ซึ่ง ในบางกรณี พวกเขาก็ใช้ ศาสนา เป็นเครื่องมือ เช่นกัน ทว่า จากการพิจาณาจะพบว่า หากโลกนี้ไม่มีศาสนา มนุษย์จะใช้สิ่งอื่นเป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้ง หลักฐานที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างนี้ คือ สงครามต่างๆที่ไม่ได้เกิดขึ้นในนามของศาสนา และหากลบศาสนาออกไป คุณค่า และความดีงามต่างๆที่อยู่ในศาสนา ก็จะหายสาบสูญไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น การกล่าวอ้างเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด

ติดตามเนื้อหาตอนต่อไป

โดย ยูซุฟ  ยะวาดี

theleader.co



โพสต์การตอบสนอง

ใหม่ล่าสุด
10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนท่านนบี ซ.ล. ทำอะไร ? 10 ข้อควรรู้ในช่วงสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน 11 สิ่งที่คุณควรทำในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน ดุอาอฺในวันอีด เลิกซะ 7 สิ่งที่ทำให้ริสกี ของคู่ชีวิตลดลง ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สุดยอด! อ่านซูเราะฮ อัล-มุลกฺ ทุกคืน แล้วคุณจะปลอดภัยจากสิ่งนี้ สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ หนังสืออนุมัติวันลาหยุดทหารเนื่องในวันอีฏิ้ลฟิตริ ฮ.ศ.1438 ปิดใจ ฮีโร่หนุ่มมุสลิมช่วยชีวิตเหตุเพลิงไหม้แฟลตในลอนดอน ใครที่จำเป็นต้องถือศีลอดรอมฎอน หะดีษเก๊! ผลบุญการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ 30 คืน ในเดือนรอมฎอน หยุดแชร์ ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด นักธุรกิจมุสลิมกว่า 100 ท่าน ร่วมพลังงานละศีลอด มุ่งมั่นเดินหน้าร่วมมือธุรกิจ จุฬาฯ ประกาศดูดวงจันทร์กำหนดวันที่ 1 เดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) 1438 ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ ศาลอุทธรณ์ถอนคำสั่ง“ทรัมป์”ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ อีกแล้ว! นอร์เวย์เสนอร่างกฎหมายห้ามแต่งกายปิดหน้าในโรงเรียน
เกี่ยวกับองค์กร  •  RSS  •  ติดต่อเรา
The Leader