15 12, 20: อัพเดทล่าสุด

ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ในมุมมองของนักวิชาการตะวันตก


Muhammad-Westernscholars-01

 

ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ในมุมมองของนักวิชาการตะวันตก

 

การแต่งตั้งและการส่งศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) คือความโปรดปราณที่ยิ่งใหญ่จากพระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ โดยที่ด้วยผลของความอุตสาห์พยายามและการรับใช้บริการของท่าน ทำให้ความมืดมนต่างๆ ของความโง่เขลาและความไม่รู้ที่ปกคลุมอยู่ในสังคมโลกได้ถูกขจัดออกไป สายลมเป่าแห่งสันติภาพและความสงบสุขได้ปกคลุมเหนือบรรยากาศของโลก ต้นไม้แห่งความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุกได้เบ่งบานและกระแสคลื่นแห่งการปฏิเสธและการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้าถูกทำลายลง

      ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) คือแบบอย่างแห่งอุดมคติสำหรับชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความผาสุก ซึ่งด้วยกับคำชี้นำสั่งสอนของท่านได้นำทางมนุษยชาติออกจากทางและหุบเหวแห่งความหายนะและความทุกข์ยากมาสู่เส้นทางหลักของความผาสุกอันเป็นนิรันดร์ และหลุดพ้นออกจากกระแสคลื่นที่บ้าคลั่งของความไร้ศาสนาและการปฏิเสธพระเจ้า

      มนุษย์ทุกคนต้องการความผาสุกและความสำเร็จที่แท้จริงในชีวิต แต่ทุกคนก็ไม่พยายามที่จะมุ่งศึกษาและแสวงหาเพื่อให้บรรลุสู่ความผาสุกและความสำเร็จดังกล่าว วันนี้ศาสนาอิสลามมิใช่ศาสนาที่ไม่เป็นที่รู้จักกันในทั่วทุกมุมของโลกอีกต่อไป และมนุษยชาติทั้งมวลของโลก ทุกเชื้อชาติและทุกภาษาต่างรู้จักศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้านี้เป็นอย่างดี ด้วยชื่อนามอันจำเริญของท่านศาสดามุฮัมมัด มุศฏอฟา (ซ็อลฯ) และไม่เป็นที่ปกปิดสำหรับใครอีกต่อไปที่ว่าการดำรงอยู่ของท่านศาสดาผู้บริสุทธิ์ท่านนี้ เป็นบ่อเกิดของแสงสว่าง (นูร) และความเมตตา (เราะห์มัต) แห่งพระผู้เป็นเจ้า ดังเช่นที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงตรัสในเรื่องนี้ไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานว่า :

وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِلْعَالَمِينَ

“และเราไม่ได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อความเมตตาแก่สากลโลก” (1)

 

       ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองที่บรรดานักวิชาการคนสำคัญจากเชื้อชาติและประเทศต่างๆ ด้วยผลของการศึกษาค้นคว้า ทำให้พวกเขาค้นพบประเด็นสำคัญต่างๆ จากชีวิตและการดำรงอยู่ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ซึ่งเราจะขอนำเสนอบางส่วนจากการยอมรับและคำสารภาพของบรรดานักวิชาการบางท่านเหล่านั้นไว้ในที่นี้ :

 

อัจฉริยะบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์

       คาเรน อาร์มสตรอง (Karen Armstrong) นักเขียนชาวอังกฤษ เกิดในปี ค.ศ. 1944 หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ได้เขียนหนังสือ “ชีวประวัติของศาสดามูฮัมมัด (ซ็อลฯ)” (2) เป็นหนึ่งในหนังสือที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

หลังจาก 11 กันยายน 2001 ในกรณีที่ชีวิตของมุฮัมมัดเขียนหนังสือที่เป็นหนึ่งในหนังสือที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาและยุโรป แรงจูงใจหลักของเขาในการเขียนหนังสือเล่มนี้ คือการปกป้องอิสลามและการสร้างความเข้าใจต่อชาวคริสต์เกี่ยวกับศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) เธอได้เขียนในบทนำหนังสือเล่มนี้ว่า

“ความมุ่งมั่นโดยส่วนใหญ่ของศาสดา ได้ถูกใช้ไปในการยับยั้งพฤติกรรมต่างๆ ที่ป่าเถื่อนรุนแรง เนื่องจากคำว่า “อิสลาม” นั้น หมายถึง การยอมจำนนต่อพระเจ้า ซึ่งจากรากศัพท์ของคำว่า “สลาม” ซึ่งหมายถึง “ความสงบ” หรือ “สันติภาพ” (ซุลห์) มุฮัมมัด (ซ็อลฯ) คือบุรุษนักต่อสู้ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นผู้แสวงหาสันติภาพอย่างแท้จริง ทั้งนี้เนื่องจากว่าท่านได้วางชีวิตและความเชื่อของบรรดาสหายที่ใกล้ที่สุดของตนไว้ในกระบวนการสันติภาพที่ต่อมักกะฮ์จนกระทั่งบรรลุสู่เอกภาพและความสามัคคีโดยไม่ต้องนองเลือด

ท่านได้พยายามในการเจรจาและการสงบศึกแทนการหลั่งเลือดและการสังหารหมู่ การศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวที่แท้จริงของชีวิตของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อันตรายของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินี้นับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง และจะต้องไม่ปล่อยให้บรรดาผู้ที่มีความอคติทำการบิดเบือนชีวประวัติของท่านศาสดาเพื่อประโยชน์ของตนเอง คนร่วมสมัยชาวตะวันตกสมควรอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้บทเรียนต่างๆ ที่สำคัญกว่าจากเรื่องราวชีวิตของท่านสำหรับนำทางตนเองในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง”

เธอยังได้เขียนอีกว่า “ถ้าหากเรามองมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ด้วยกับมุมมองเดียวกันกับที่บรรดาบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์มองแล้ว เราจะเชื่อมั่นได้ได้อย่างง่ายดายว่า ท่าน (มุฮัมมัด) เป็นอัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ความเชื่อดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เนื่องจากประเด็นของการอัลกุรอานมา หรือการสร้างศาสนาที่ยิ่งใหญ่ หรือการพิชิตต่างๆ ทางการทหาร แต่ทว่าเนื่องจากสภาพแวดล้อมต่างๆ อันเป็นเฉพาะ ที่ท่านเจริญเติบโตขึ้นมา และการยืนหยัดต่อสู้และชัยชนะที่ท่านได้สร้างขึ้นให้แก่เรา”

มนุษย์ผู้มีเป้าหมายที่สูงส่ง

           นายพลเซอร์เพอร์ซี่ ไซเกส (Brigadier-General Sir Percy Molesworth Sykes) (1867-1949) นักเขียนที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ ได้เขียนไว้ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์ของอิหร่าน” (3) ว่า “ในความเชื่อส่วนตัวของผมศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) เป็นมนุษย์ที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งมนุษยชาติ ผู้ซึ่งด้วยกับเป้าหมายอันสูงส่งของท่าน ได้ใช้ความอุตสาห์พยายามทั้งหมดของตนเพื่อทำลายการตั้งภาคีและการเคารพบูชารูปเจว็ดออกไปจากความคิดความคิดทั้งหลายและแทนที่มันด้วยความคิดอันสูงส่งของอิสลาม การรับใช้บริการอย่างมากมายและเห็นได้อย่างชัดเจนที่ท่านได้นำเสนอแห่มนุษยชาติในหนทางนี้ คือการรับใช้บริการที่ผมต้องขอเชิดชูและน้อมหัวในการสรรเสริญ”

 นักปกครองที่เที่ยงธรรม

        ฟรอง ซัวส์ มารี อรูเอต์ วอลแตร์ (Francois-Marie Arout Voltaire) นักปรัชญาและนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 (1694-1778) เขาเขียนว่า “มุฮัมมัด (ซ็อลฯ) คือมหาบุรุษอย่างไม่ต้องสงสัย และเขาได้อบรมขัดเกลาเหล่าบุรุษที่ยิ่งใหญ่จากความดีงามของตน เขาคือผู้พิชิตโลกที่ทรงอำนาจ เป็นผู้วางกฎระเบียบที่ชาญฉลาด เป็นนักปกครองที่เที่ยงธรรม เป็นศาสดาที่มีความสำรวมที่สุด และเขาได้ทำการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขึ้นบนโลกนี้” (4)

 

 นักปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

        เซอร์วิลเลียม มูเยอร์ (Sir. William Muir) (1819-1905) นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ เขาได้เขียนไว้ในหนังสือ “ชีวิตของมุฮัมมัด” ของเขาว่า “ศาสนาของมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) มีความเรียบง่าย คำพูดของเขามีความชัดเจนและสิ่งต่างๆ ที่เขากระทำนั้นทำให้สติปัญญาทั้งหลายต้องตะลึง ในประวัติศาสตร์ของโลกไม่มีนักปฏิรูปคนใดเหมือนกับมุฮัมมัด เขาได้ทำให้หัวใจทั้งหลายตื่นขึ้น ฟื้นฟู (ขัดเกลา) จริยธรรมของสาธารณชนและวางรากฐานศีลธรรมที่มั่นคงได้ในระยะเวลาที่แสนสั้น” (5)

มหาบุรุษผู้เรืองนาม

        ดร. กุสตาฟ เลอบอน (Gustave Le Bon) (1841-1931) นักเขียนชื่อดังของฝรั่งเศส ได้เขียนเกี่ยวกับบุคลิกภาพของท่านศาสดาอิสลามไว้เช่นนี้ว่า “ถ้าหากเราต้องการที่จะเปรียบเทียบความยิ่งใหญ่และความสำคัญของเหล่าบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของโลกจากผลงานและการทำงานต่างๆ ของพวกเขาแล้ว จำเป็นต้องกล่าวว่า ศาสดาของอิสลาม (ซ็อลฯ) ได้กลายเป็นมหาบุรุษผู้เรืองนามที่สุดในท่ามกลางปวงบุรุษเหล่านั้น

บรรดานักประวัติศาสตร์โบราณ เนื่องจากความอคติต่างๆ ทางศาสนา พวกเขาจึงไม่ให้ความสำคัญและความสนใจใดๆ ต่อผลงานต่างๆ ของเขา แต่ในยุคปัจจุบันนี้บรรดานักประวัติศาสตร์คริสเตียนได้เริ่มมีการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยความเป็นธรรม” (6)

 ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) กับการปฏิวัติฝรั่งเศส

        Constantin Virgil Gheorghiu (1916-1992) นักเขียนชาวโรมาเนียเจ้าของหนังสือ “มุฮัมมัด ศาสดาที่จำเป็นต้องมาทำความรู้จักกันใหม่” (7) ได้เขียนว่า “การปฏิวัติที่มุฮัมมัดต้องการที่จะทำให้เกิดขึ้นในคาบสมุทรอาหรับในเวลานั้น เมื่อพิจารณาถึงขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีของชาวอาหรับและความมีอิทธิพลสูงของบรรดาหัวหน้าตระกูลทั้งหลาย และการที่แต่ละตระกูลและแต่ละชนเผ่าได้จัดตั้งหน่วยทางสังคมที่มีขนาดใหญ่ของตนเองขึ้นนั้น ถือได้ว่ามีความยิ่งใหญ่กว่าการปฏิวัติฝรั่งเศส”

ทูตแห่งสันติภาพและความสันติสุข

      จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw) (1856-1905) นักเขียนบทละครชาวไอริช ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในวรรณกรรมร่วมสมัยและเป็นคู่แข่งของเช็คสเปียร์ นักเขียนบทละครและนักกวีชาวอังกฤษ เขาเขียนว่า

“ผมประหลาดใจอยู่เสมอกับศาสนาของมุฮัมมัด ที่มีคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมอันเป็นชีวิตที่น่าตื่นตาตื่นใจและมีการเคารพจนถึงขั้นสูงสุด ในทัศนะของผมคิดว่าอิสลามเป็นศาสนาที่มีคุณลักษณะอันเฉพาะ ซึ่งสามารถดึงดูดความหลากหลายของการเปลี่ยนแปลงมายังตน และสามารถปรับรูปแบบเพื่อการปฏิบัติตามให้เข้ากับทุกยุคทุกสมัยได้ ฉันขอพยากรณ์เกี่ยวกับศาสนาของมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ว่าความพยายามของท่านจะเป็นที่ยอมรับสำหรับยุโรปในวันพรุ่งนี้ ดังเช่นที่ ยุโรปในวันนี้เริ่มยอมรับอิสลามแล้ว ผมเชื่อว่าถ้าคนเฉกเช่น ศาสดาของอิสลามได้ปกครองโลกในยุคใหม่ แน่นอน เขาต้องสามารถแก้ไขปัญหาโลกได้สำเร็จลุล่วง เขาสามารถสร้างสันติภาพและความสันติสุข อันเป็นความปรารถนาของมนุษย์โลกอย่างแรงกล้าได้แน่นอน”

จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw) ภายหลังจากการเข้ารับอิสลาม เขากล่าวว่า “ในทัศนะของผม ผมคิดว่าศาสนาอิสลามเป็นเพียงศาสนาเดียวที่มีความพร้อมที่จะสามารถย่างก้าวไปพร้อมกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติในยุคสมัยต่างๆ ได้” (8)

เขาได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ผมขอพยากรณ์เกี่ยวกับศาสนาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ว่า ในอนาคต ยุโรปจะยอมรับศาสนานี้ เช่นเดียวกับที่ในปัจจุบันนี้ ศาสนานี้ก็เป็นที่ยอมรับของชาวยุโรปแล้วเช่นกัน” (9)

มหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

      ศาสตราจารย์วีล ดูแรนต์ (William James Durant) นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง เขียนว่า

“ถ้าจะเปรียบเทียบระดับผลกระทบของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ที่มีในหมู่ประชาชน เราจำเป็นต้องกล่าวว่านบี มุฮัมมัด (ซ็อลฯ) คือมหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ท่านได้พยายามยกระดับความรู้และจริยธรรมของหมู่ชนในท่ามกลางความร้อนจัดของอากาศและความแห้งแล้งของทะเลทรายและความป่าเถื่อนที่ถูกครอบงำด้วยความมืดไปสู่จุดสูงสุด ในเรื่องนี้ท่านได้ประสบความสำเร็จอันเป็นความสำเร็จที่สูงส่งของบรรดานักปฏิรูปทั้งมวลของโลก นอกจากท่านแล้วน้อยคนนักที่จะพบเห็นได้อย่างท่าน ที่ได้ทุ่มเทความพยายามและความหวังทั้งหมดของตนไปในหนทางของศาสนา เนื่องจากท่านมีความเชื่อมั่นในศาสนา ท่านได้สร้างประชาติหนึ่งเดียว (อุมมะตัน วาฮิดะฮฺ) ขึ้นมาจากเผ่าชนต่างๆ ที่ป่าเถื่อน เคราพบูชาเทวรูปที่กระจัดกระจายอยู่ในทะเลทราย ท่านได้นำศาสนาที่สูงกว่าศาสนายิว ศาสนาคริสต์ และศาสนาอาหรับโบราณมา เป็นศาสนาที่เรียบง่าย มีความชัดเจนและมีความเข้มแข็งที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณต่างๆ ที่เป็นรากฐานของความกล้าหาญและการยืนหยัดอย่างมั่นคงของหมู่ชน โดยที่ได้รับชัยชนะในชนเพียงรุ่นเดียวและในการเผชิญสงครามน้อยใหญ่นับร้อยครั้ง และในระยะเวลาภายในหนึ่งศตวรรษที่ท่านได้สร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่และกว้างขวางขึ้นมา และในยุคสมัยของเรานี้ถือเป็นขุมกำลังสำคัญที่มีอิทธิพลมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก” (10)

ทูตแห่งความรอดพ้น

       เลโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) (1828-1910) นักเขียนที่มีชื่อเสียงของรัสเซีย ซึ่งเขาได้เขียนหนังสือที่น่าสนใจเล่มหนึ่งในการตอบโต้บรรดาผู้ที่กล่าวหาท่านศาสดาของอิสลามว่า เป็นผู้แสวงหาอำนาจและมักมากในกามรมย์ ซึ่งมีชื่อว่าThe Rule of Prophet Muhammad”พร้อมกันนี้ยังมีคำพูดต่างๆ ที่ปราดเปรื่องของเขาที่ถูกรวบรวมไว้เป็นหนังสือเฉพาะและได้รับการแปลเป็นภาษารัสเซียและพิมพ์เผยแพร่ ภายใต้ชื่อว่า “คำพูดต่างๆ ของมุฮัมมัด” เขาเขียนว่า

“ไม่เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยใดๆ ที่ว่าศาสดาของอิสลาม (ซ็อลฯ) คือนักปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่ของโลก และเป็นนักปฏิรูปที่รับใช้บริการสังคมของมนุษยชาติอย่างยิ่งใหญ่ และเพียงพอแล้วสำหรับความภาคภูมิใจของท่าน ที่ได้ปลดปล่อยประชาชาติที่ป่าเถื่อนและชอบหลั่งเลือดออกจากเงื้อมมือของความชั่วร้ายของพฤติกรรมและนิสัยที่น่ารังเกียจ และเปิดประตูแห่งความเจริญก้าวหน้าให้แก่พวกเขา ในขณะที่ไม่มีมนุษย์ธรรมดาคนใดสามารถที่จะดำเนินการอันน่าพิศวงนี้ได้ ดังนั้นศาสดาของอิสลาม (ซ็อลฯ) ท่านนี้สมควรได้รับการเคารพและการให้เกียรติอย่างสมบูรณ์ บทบัญญัติของอิสลาม เนื่องจากสอดคล้องกับสติปัญญาและภูมิปัญญาจะครอบคลุมไปทั่วโลกในอนาคต” (11)

แรงดึงดูดและความมีสง่าราศีของมุฮัมมัด (ซ็อลฯ)

      เอ็ดเวิร์ด กิบบอน (Edward Gibbon) (1731-1794) นักประวัติศาสตร์ผู้เรืองนามชาวอังกฤษ ในหนังสือของเขา“ประวัติศาสตร์ความเสื่อมและการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน” (12) เล่มที่ 5 หน้า 335 ตีพิมพ์ในลอนดอนในปี 1838-39 เขาได้เขียนเกี่ยวกับคุณลักษณะพิเศษต่างๆ ของท่านศาสดาของอิสลาม (ซ็อลฯ) ไว้เช่นนี้ว่า

“มุฮัมมัด (ซ็อลฯ) มีคุณลักษณะพิเศษต่างๆ ในแง่ของความงดงามและความมีหน้าตาดี ความเป็นพิเศษเหล่านี้ไม่มีใครสามารถจะถือเป็นเรื่องไม่สำคัญได้ นอกจากบรรดาผู้ที่ไม่มีมัน ก่อนที่ท่านจะเริ่มต้นการพูดและการเทศนานั้น ไม่ว่าผู้ฟังจะเป็นคนเดียวหรือเป็นหมู่คณะก็ตาม ทุกคนล้วนถูกดึงดูดด้วยความเมตตาและความรักของท่านก่อนแล้ว ทุกคนจะมุ่งความสนใจไปยังท่าน และใบหน้าสวยงาม ลักษณะเคร่งขรึมและสง่างาม ดวงตาที่คม รอยยิ้มที่หวานและดึงดูด เคราที่ดกหนา ลักษณะท่าทางที่แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกทางด้านจิตวิญญาณของท่าน และท้ายที่สุดความนุ่มนวลต่างๆ ที่ท่านได้แสดงออกในการสนทนา ทั้งหมดเหล่านี้จะบีบบังคับให้ทุกคนต้องเอ่ยปากยกย่องให้เกียรติท่าน

ในกิจการต่างๆ ทางด้านสังคมและงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตนั้น ท่านจะระวังรักษามารยาทและจารีตประเพณีของประเทศของตนอย่างสมบูรณ์ ความอ่อนน้อมถ่อมตนและการให้เกียรติทั้งต่อคนรวย คนมั่งมีและต่อคนจนและคนขัดสนทั้งหมดนั้นท่านจะแสดงออกอย่างเท่าเทียมและเหมือนกัน ความชัดเจนที่ท่านแสดงออกในคำพูดนั้นจะไม่ละทิ้งความคลุมเครือในเป้าหมายสูงสุดของท่านไว้ ไปยังปลายทางสุดท้าย มารยาทในการคบหาสมาคมที่ท่านแสดงออกต่อหมู่มิตรในแง่ของมิตรภาพนั้น ท่านก็จะระวังรักษาสิ่งเดียวกันนี้กับต่อประชาชนโดยทั่วไปในแง่ของมนุษยธรรม

ท่านเป็นผู้ที่มีความจำดีเยี่ยม มีสติปัญญาและความเข้าใจอะไรได้อย่างง่ายดายและเป็นคนของสังคม ท่านมีพลังในการจินตนาการสูง การตัดสินของท่านมีความชัดเจน รวดเร็วและเด็ดขาด อีกทั้งมีพลังอำนาจในการคิดและการใคร่ครวญอีกทั้งมีพลังอำนาจในการปฏิบัติและการดำเนินการ”

การปฏิบัติตามท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ)

        ศาสตราจารย์ Annemarie Schimmel (1922 – 2003) นักค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม (Islamologist) ร่วมสมัยชาวเยอรมนี ได้เขียนว่า

“อุดมคติในการลอกเลียนและการปฏิบัติมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) นี่เองที่ทำให้ชาวมุสลิมจากโมร็อกโกไปจนถึงอินโดนีเซียมีวิถีในการปฏิบัติตนแบบเดียวกัน โดยที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในที่แห่งใดก็ตามจะรู้ว่า เมื่อมาถึงบ้านจะปฏิบัติตนอย่างไร จะกล่าววลีคำพูดใดในการทักทาย ในการคบหาสมาคมกับผู้อื่นควรหลีกเลี่ยงสิ่งใด จะกินอย่างไร จะเดินทางอย่างไร เด็กๆ ชาวมุสลิมได้รับการปลูกฝังอบรมวิธีการปฏิบัติเหล่านี้มานานนับหลายศตวรรษ และเพียงไม่นานมานี้เองที่โลกของแบบฉบับ (ซุนนะฮ์) ดั้งเดิม ด้วยผลของการรุกรานทางวัฒนธรรมของเทคโนโลยีในปัจจุบันได้ถูกทำลายลง” (13)

        ดันแคน แบล็ค แมคโดนัลด์ (Duncan Black MacDonald) (1863-1943) นักบูรพาคดีศึกษา (Orientalist) ชาวอเมริกัน กล่าวว่า

“แม้จะผ่านไปถึงสิบสี่ศตวรรษแล้วก็ตาม แต่จนถึงขณะนี้มุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ก็ยังคงเป็นบ่อเกิดที่อุดมสำหรับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชาวมุสลิม” (14)

 

 

 

เชิงอรรถ :
(1) อัลกุรกานบทอัลอันบิยาอ์ โองการที่ 107
(2) Mรณuhammad : A Biography of the Prophet
(3) A History of Persia
(4) Oeuvres Completes vol.24, p.555
(5) ประวัติการเมืองอิสลาม, ฮะซัน อิบรอฮีม ฮัซัน, เล่มที่หนึ่ง, หน้าที่ 221
(6) การพิจารณาดูการเผชิญหน้าระหว่างตะวันตกกับอิสลาม, ญะฮอนบัคช์ ซะวากิบ, หน้าที่ 356
(7) La vie de Mahomet
(8) ศาสนาในประสบการณ์และเหตุการณ์ต่างๆ ในการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ หน้าที่ 78
(9) The Genuine Islam Vol.No.8, 1936
(10) อิสลามในมุมมองของนักวิชาการตะวันตก, นัศรุลลอฮ์ นีกบีน, หน้าที่ 38
(11) เรื่องราวการดำเนินชีวิตของศาสดาของเรา, ซัยยิดฆุลาม ริฎอ ซะอีดี, หน้าที่ 21
(12) The History of the Decline and fall of the Roman Empire
(13) And Muhammad is His Messenger
(14) อิสลามในศตวรรษที่ยี่สิบ, อับบาส มะห์มูด อักกอซ, อ้างจากนิตยสาร “นิดาเย่ อิสลาม”

 

ขอบคุณ http://islamicstudiesth.com/

theleader.co



โพสต์การตอบสนอง

ใหม่ล่าสุด
10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนท่านนบี ซ.ล. ทำอะไร ? 10 ข้อควรรู้ในช่วงสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน 11 สิ่งที่คุณควรทำในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน ดุอาอฺในวันอีด เลิกซะ 7 สิ่งที่ทำให้ริสกี ของคู่ชีวิตลดลง ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สุดยอด! อ่านซูเราะฮ อัล-มุลกฺ ทุกคืน แล้วคุณจะปลอดภัยจากสิ่งนี้ สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ หนังสืออนุมัติวันลาหยุดทหารเนื่องในวันอีฏิ้ลฟิตริ ฮ.ศ.1438 ปิดใจ ฮีโร่หนุ่มมุสลิมช่วยชีวิตเหตุเพลิงไหม้แฟลตในลอนดอน ใครที่จำเป็นต้องถือศีลอดรอมฎอน หะดีษเก๊! ผลบุญการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ 30 คืน ในเดือนรอมฎอน หยุดแชร์ ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด นักธุรกิจมุสลิมกว่า 100 ท่าน ร่วมพลังงานละศีลอด มุ่งมั่นเดินหน้าร่วมมือธุรกิจ จุฬาฯ ประกาศดูดวงจันทร์กำหนดวันที่ 1 เดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) 1438 ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ ศาลอุทธรณ์ถอนคำสั่ง“ทรัมป์”ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ อีกแล้ว! นอร์เวย์เสนอร่างกฎหมายห้ามแต่งกายปิดหน้าในโรงเรียน
เกี่ยวกับองค์กร  •  RSS  •  ติดต่อเรา
The Leader