15 12, 03: อัพเดทล่าสุด

ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า – ตอนที่1


download (4)

 

 

ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า  – ตอนที่1

       คำนำ

        พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งได้ทรงแต่งตั้งบรรดาศาสดา(นบี) และศาสนทูต(ร่อซูล)ของพระองค์มายังมนุษยชาติเพื่อชี้นำทางพวกเขาไปสู่ความสมบูรณ์(กะมาล)และความผาสุกไพบูลย์(ซะอาดะฮ์)ในชีวิตของพวกเขา โดยที่ถ้าหากพระองค์มิได้ส่งบรรดาศาสดาลงมาแล้ว เป้าหมายและเจตนารมณ์ในการสร้างมนุษย์ขึ้นมาย่อมไม่บรรลุสู่ความเป็นจริงของมันได้ และมนุษยชาติทั้งหลายย่อมที่จะจมปักอยู่ในวังวนแห่งความมืดมนและการหลงทาง และสิ่งนั้นเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์แห่งการสร้างของพระผู้เป็นเจ้า

พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :

رُسُلاً مُبَشِّرينَ وَ مُنْذِرينَ لِئَلاَّ يَکُونَ لِلنَّاسِ عَلَى اللَّهِ حُجَّةٌ بَعْدَ الرُّسُلِ وَ کانَ اللَّهُ عَزيزاً حَکيماً

: บรรดาศาสนทูตล้วนเป็นผู้ประกาศข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือน เพื่อจะได้ไม่มีหลักฐาน(ข้ออ้าง)ใด ๆ สำหรับมนุษย์อีก(ที่จะใช้ทักท้วง)ต่ออัลลอฮ์ ภายหลังจากบรรดาศาสนทูต(ได้ถูกส่งมาแล้ว) และอัลลอฮ์ทรงเกริกเกียรติยิ่ง อีกทั้งทรงปรีชาญาณยิ่ง (1)

           ท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ็อลฯ)ตามคำแนะนำของคัมภีร์อัลกุรอานนั้นคือตราประทับของปวงศาสดาและเป็นศาสนฑูตท่านสุดท้ายของพระผู้เป็นเจ้าที่ถูกแต่งตั้งมายังมวลมนุษยชาติ โดยที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ทรงตรัสว่า :

مَا كَانَ مُحَمَّدٌ أَبَآ أَحَدٍ مِّن رِّجَالِكُمْ وَلَـٰكِن رَّسُولَ ٱللَّهِ وَخَاتَمَ ٱلنَّبِيِّينَ

มุฮัมมัดหาใช่บิดาของบุรุษใดจากหมู่พวกเจ้า แต่ทว่าเขาคือศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ และเป็นตราประทับของปวงศาสดา…”(2)

            ในเมื่อท่านคือศาสดาท่านสุดท้าย ดังนั้นสาส์น(ริซาละฮ์)หรือคัมภีร์ที่ท่านได้นำมาจากพระผู้เป็นเจ้าเพื่อสั่งสอนและชี้นำมนุษยชาตินั้น จึงเป็นสาส์นฉบับสุดท้ายด้วยเช่นกัน และเป็นหลักคำสอนและบทบัญญัติที่มีเนื้อหาครอบคลุมสำหรับมนุษยชาติทั้งมวลในทุก ๆ สถานที่ และในทุกยุคสมัย และจะถูกพิทักษ์รักษาไว้จวบจนการสิ้นสลายของโลก กล่าวคือ เนื้อหาหลักคำสอนและข้อบัญญัติต่าง ๆ ของอิสลามที่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ็อลฯ)ได้นำมาจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งนั้นมีความสมบูรณ์และครอบคลุมในลักษณะที่จะสามารถตอบสนองความต้องการต่าง ๆ ทั้งมวลของมนุษย์ได้ทั้งในด้านของจิตวิญญาณและในด้านของวัตถุจวบจนถึงวันสุดท้ายของโลก และภายหลังจากท่านศาดามุฮัมมัด(ซ็อลฯ)ผู้ใดก็ตามที่ยังกล่าวอ้างความเป็นศาสดาและความเป็นผู้ถือสาส์นมาจากพระผู้เป็นเจ้าอีกถือเป็นคำกล่าวอ้างที่โมฆะและไร้สาระ

เกี่ยวกับสถานะและบุคลิกภาพอันสูงส่งของท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ็อลฯ)นั้น มีแง่มุมและด้านต่าง ๆ มากมายที่มุสลิมทุกคนจำเป็นจะต้องศึกษาเรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงของตนเอง ในฐานะที่ท่านคือ แบบอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับมนุษยชาติ

พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่ง ได้ทรงแนะนำท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ็อลฯ)ไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ในฐานะแบบอย่างที่ดีที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดที่มนุษยชาติผู้มุ่งหวังความสำเร็จในชีวิตพึงยึดถือปฏิบัติ โดยที่พระองค์ได้ทรงตรัสว่า :

لَقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ لِّمَن كَانَ يَرْجُو اللَّهَ وَالْيَوْمَ الْآخِرَ

อันที่จริงแบบอย่างที่ดีงามยิ่งสำหรับพวกเจ้านั้น มีอยู่ในศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ สำหรับบุคคลที่มุ่งหวังใน(การพบ)อัลลอฮ์และ(ความสำเร็จใน)วันสุดท้าย…”(3)

             ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าสถานะและบุคลิกภาพอันสูงส่งของท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ็อลฯ)ในฐานะที่เป็นศาสดาท่านสุดท้ายและเป็นแบบอย่างสุดท้ายสำหรับมนุษยชาตินั้นมีหลายด้าน และในบทความที่เราจะนำเสนอต่อผู้อ่านนี้จะขอนำเสนอในด้านที่เกี่ยวกับจริยธรรม(อัคลาก)ของท่านที่สื่อแสดงให้เห็นตามที่คัมภีร์อัลกุรอานได้แนะนำท่านในฐานะที่เป็น “ความเมตตาสำหรับสากลโลก” โดยพระองค์ได้ทรงตรัสว่า :

وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِلْعَالَمِينَ

: “และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เป็นความเมตตาแก่สากลโลก

 (อัลกุรอานบทอัลอัมบิยาอ์ โองการที่ 107)

        แต่ก่อนที่เราจะเขาไปพิจารณาถึงรายละเอียดเกี่ยวกับบุคลิกภาพทางด้านจริยธรรม(อัคลาก)บางส่วนของท่านจะขออธิบายถึงภาพรวมของการที่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งได้ทรงส่งปวงศาสดา(อ.)ลงมายังมนุษยชาติ เพื่อที่จะนำไปสู่การชี้ให้เห็นถึงสถานะอันสูงส่งของท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ็อลฯ)ที่มีเหนือปวงศาสดาทั้งมวล

การส่งบรรดาศาสดา

  บนพื้นฐานของโองการต่าง ๆ ของคัมภีร์อัลกุรอาน และริวายะฮ์(คำรายงาน)จากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ซ็อลฯ)และอะฮ์ลุลบัยติ์(ครอบครัวผู้บริสุทิ์-อ.)ของท่าน รวมทั้งบนพื้นฐานของหลักเหตุผลทางด้านสติปัญญานั้นได้ชี้ให้เห็นว่าตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินั้น โลกและแผ่นดินนี้ไม่เคยว่างเว้นจากข้อพิสูจน์(ฮุจญะฮ์) ผู้พิทักษ์และผู้ประกาศศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า

       คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวว่า :

وَلَقَدْ بَعَثْنَا فِي كُلِّ أُمَّةٍ رَسُولأ

และแน่นอนยิ่ง เราได้ส่งศาสนทูตผู้หนึ่งมายังทุก ๆ ประชาชาติ(4)

             และในอีกโองการหนึ่ง ได้กล่าวว่า :

وَإِن مِّنْ أُمَّةٍ إِلَّا خلَا فِيهَا نَذِيرٌ

และไม่มีประชาชาติใดทั้งสิ้น นอกจากจะต้องมีศาสดาผู้ตักเตือนได้ล่วงลับไปในหมู่พวกเขา(5)

  คำสอนหนึ่งเดียวกันของปวงศาสดา

    เนื้อหาของคำสอนและการเรียกร้องเชิญชวนของปวงศาสดาของพระผู้เป็นเจ้าที่มียังมนุษยชาตินั้น แม้จะมีความแตกต่าง ทางด้านเวลา สถานที่และสภาวะเงื่อนไขต่าง ๆ ทางสังคมและหมู่ชนก็ตาม แต่ก็มีความเหมือนกัน นั่นคือศาสดาของพระผู้เป็นเจ้าทุกท่านจะทำหน้าที่เรียกร้องเชิญชวนประชาชนไปสู่การเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าและหลีกห่างจากการเชื่อฟังและการปฏิบัติตามมารร้ายทั้งปวง

คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวในเรื่องนี้ว่า :

وَلَقَدْ بَعَثْنَا فِي كُلِّ أُمَّةٍ رَسُولًا أَنِ اُعْبُدُوا اللَّهَ وَاجْتَنِبُوا الطَّاغُوتَ

และแน่นอนยิ่ง เราได้ส่งศาสนทูตผู้หนึ่งมายังทุก ๆ ประชาชาติ (โดยแต่ละคนจากพวกเขาจะประกาศว่า)ท่านทั้งหลายจงเคารพภักดีอัลลอฮ์และจงหลีกห่างจากมารร้าย…”(6)

 จำนวนของบรรดาศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า

   บนพื้นฐานของคำรายงาน(ริวายะฮ์) จำนวนศาสดาของพระผู้เป็นเจ้านั้นมีทั้งสิ้น 124,000 ท่าน ท่านแรกนั้นคือ ศาสดาอาดัม(อ.) และท่านสุดท้ายคือศาสดามุฮัมมัด(ซ็อลฯ) ในคำรายงานบทหนึ่งได้กล่าวว่า :

عن ابی ذر قال : قلت : یا رسول الله کم النبیون؟ قال : مأة الف و اربعة و عشرون الف نبیّ

: ท่านอบูซัรได้กล่าวว่า ฉันได้ถามท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ซ็อลฯ)ว่า : โอ้ท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮ์ จำนวนศาสดาทั้งหมดนั้นมีเท่าใด? ท่านตอบว่า :จำนวนศาสดานั้นมี 124,000 ท่าน(7)

ความแตกต่างระหว่างศาสดา(นบี)และศาสนฑูต(ร่อซูล)

ในท่ามกลางปวงศาสดา 124,000 ท่านนั้น จำนวนหนึ่งจากพวกท่านอยู่ในฐานะของศาสนฑูตด้วย ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 313 ท่าน ดังคำรายงาน(ริวายะฮ์)ข้างต้นจากท่านอบูซัร ที่ได้ถามเพิ่มเติมจากท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ็อลฯ)ว่า :

قلت : کم المرسلین منهم؟ قال : ثلاثمائة و ثلاثة عشر جمَا غفیرًا

: ฉันได้ถามท่านว่า จากบรรดาศาสดาเหล่านั้น มีศาสนทูตผู้ถือสาส์น (ได้รับคัมภีร์โดยตรง) กี่ท่าน? ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ซ็อลฯ)ได้ตอบว่า : มีจำนวนมากมายถึง 313 คน(8)

  มีรายงานจากซุรอเราะฮ์ ซึ่งได้กล่าวว่า ฉันได้ถามท่านอิมามบากิร(อ.)เกี่ยวกับพระดำรัสของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ที่ทรงตรัสว่า :

وَ كاَنَ رَسُولًا نَّبِيًّا

 “และเขา(มูซา)เป็นทั้งศาสนทูต อีกทั้งเป็นศาสดา (9)

                              (โดยเขาได้ถาม)ว่า :

ما الرسول وما النبي؟ قال: النبي الذي يرى في منامه ويسمع الصوت ولا يعاين الملك، والرسول الذى يسمع الصوت ويرى في المنام ويعاين الملك

: “อะไรคือความแตกต่างระหว่างศาสนทูต(ร่อซูล)และศาสดา(นบี)? ท่านกล่าวว่า : ศาสดานั้น คือ ผู้ซึ่งจะหลับฝันและได้ยินเสียง แต่จะไม่เห็นมะลาอิกะฮ์ (ทูตสวรรค์)ด้วยตา ส่วนศาสนทูตนั้น คือผู้ซึ่งจะได้ยินเสียงและหลับฝันอีกทั้งมองเห็นด้วยสายตา (10)

ระดับขั้นของบรรดาศาสดา

ในหมู่บรรดาศาสดานั้น เมื่อพิจารณาถึงระดับขั้น ความสมบูรณ์(กามาลาต)และความประเสริฐนั้นมีความแตกต่างกันออกไป ศาสดาบางท่านมีสถานภาพที่สูงส่งกว่าอีกบางท่าน ดังที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :

وَلَقَدْ فَضَّلْنَا بَعْضَ النَّبِيِّينَ عَلَى بَعْضٍ

: “และแน่นอนยิ่งเราได้ให้ศาสดาบางคนประเสริฐกว่าอีกบางคน(11)

                   ในอีกโองการหนึ่งพระองค์ได้ทรงตรัสว่า :

تِلْكَ الرُّسُلُ فَضَّلْنَا بَعْضَهُمْ عَلَى بَعْضٍ

: “บรรดาศาสนทูตเหล่านั้น เราได้ให้เกียรติบางคนเหนือกว่าอีกบางคน (12)

           โองการของคัมภีร์อัลกุรอานในลักษณะเช่นนี้ ได้บ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าบรรดาศาสดาทั้งมวลนั้นแม้จะมีความเหมือนกันในด้านความเป็นศาสดาและการเป็นผู้ถือสาส์นของพระผู้เป็นเจ้ามายังมนุษยชาติก็ตาม แต่ในด้านสถานภาพและความสูงส่งนั้นไม่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับของภารกิจหน้าที่ที่พวกท่านได้รับมาจากพระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีความแตกต่างกัน

บรรดาศาสดาอุลุลอัซม์(ผู้มีจิตใจมั่นคงแน่วแน่)

ในคัมภีร์อัลกุรอานและในคำรายงาน(ริวายะฮ์)ต่าง ๆ  ได้กล่าวถึงศาสดาบางท่านในฐานะ ศาสดาอุลุลอัซม์(ผู้มีจิตใจมั่นคงแน่วแน่) ในคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวว่า :

فَاصْبِرْ كَمَا صَبَرَ أُولُو الْعَزْمِ مِنَ الرُّسُلِ

: “ดังนั้นจาจงอดทนเถิด เหมือนเช่นบรรดาศาสดาผู้มีจิตใจมั่นคงแน่วแน่ (อุลุลอัซม์) ได้อดทน (ในหนทางของการประกาศศาสนา) (13)

              จากบางโองการของคำภีร์อัลกุรอานสามารถรับรู้ได้ว่า บรรดาศาสดาอุลุลอัซม์(ผู้มีจิตใจมั่นคงแน่วแน่)นั้นมีทั้งหมด 5 ท่าน ซึ่งได้แก่ ท่านศาสดานูห์(อ.) ท่านศาสดาอิบรอฮีม(อ.) ท่านศาสดามูซา(อ.) ท่านศาสดาอีซา(อ.) และท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ็อลฯ) ดังตัวอย่างเช่น :

شَرَعَ لَكُمْ مِنَ الدِّينِ مَا وَصَّى بِهِ نُوحًا وَالَّذِي أَوْحَيْنَا إِلَيْكَ وَمَا وَصَّيْنَا بِهِ إِبْرَاهِيمَ وَمُوسَى وَعِيسَى

พระองค์ได้ทรงบัญญัติศาสนาแก่พวกเจ้าอันเป็นสิ่งเดียวกับที่เราได้สั่งเสียแก่นูห์ และเราก็ได้ประทานวะห์ยู(วิวรณ์)มายังเจ้าเช่นกัน และเราก็ได้สั่งเสียสิ่ง(เดียวกัน)นี้ต่ออิบรอฮีม ต่อมูซาและอีซา (14)

                    ในอีกโองการหนึ่ง พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งได้ทรงตรัสว่า :

وَ إِذْ أَخَذْنا مِنَ النَّبِیینَ مِیثاقَهُمْ وَ مِنْكَ وَ مِنْ نُوحٍ وَ إِبْراهِیمَ وَ مُوسى وَ عِیسَى ابْنِ مَرْیمَ وَ أَخَذْنا مِنْهُمْ مِیثاقاً غَلِیظاً

: “และจงรำลึกเมื่อครั้งที่เราได้เอาสัญญาจากบรรดาศาสดาทั้งหลาย และจากเจ้า(มุฮัมมัด) จากนูห์ จากอิบรอฮีม จากมูซาและจากอีซาบุตรของมัรยัม โดยที่เราได้เอาคำมั่นสัญญาอันมั่นคงจากพวกเขา (15)

                   ในคำรายงานบทหนึ่ง ท่านอิมามญะอ์ฟัร ซอดิก(อ.)ได้กล่าว่า :

سَادَةُ النَّبِيِّينَ وَ الْمُرْسَلِينَ خَمْسَةٌ وَ هُمْ أُولُو الْعَزْمِ مِنَ الرُّسُلِ وَ عَلَيْهِمْ دَارَتِ الرَّحَي نُوحٌ وَ إِبْرَاهِيمُ وَ مُوسَي وَ عِيسَي وَ مُحَمَّدٌ صَلَّي اللَّهُ عَلَيْهِ وَ آلِهِ وَ عَلَيجَمِيعِ الْأَنْبِيَاء

 หัวหน้าของบรรดาศาสดาและศาสนทูตนั้นมี 5 ท่าน และพวกท่านเหล่านั้นคือ บรรดาศาสดาอุลุลอัซม์ (ผู้มีจิตใจมั่นคงแน่วแน่) และแกนโม่ (แห่งความเป็นศาดาและสาส์นของพระผู้เป็นเจ้านั้น)จะหมุนไปรอบ ๆ (การดำรงอยู่ของ)พวกท่าน ซึ่งได้แก่ นูห์ อิบรอฮีม มูซา อีซาและมุฮัมมัด(ซ็อลฯ) (16)

 

 

เชิงอรรถ :

(1) –อัลกุรอานบท อันนิซาอ์  โองการที่ 165.

(2) –อัลกุรอานบท อัลอะห์ซาบ โองการที่ 40.

(3) –อัลกุรอานบท อัลอะห์ซาบ โองการที่ 21.

(4) –อัลกุรอานบท อันนะห์ลุ โองการที่ 36.

(5) -อัลกุรอานบท ฟาฏิร โองการที่ 24

(6) -อัลกุรอานบท อันนะห์ลุ โองการที่ 36.

(7) –ซะฟีนะตุลบิฮาร , เล่มที่ 8 , หน้าที่ 163 และ 164 , พิมพ์ที่ดารุลอุซวะฮ์

(8) -ซะฟีนะตุลบิฮาร , เล่มที่ 8 , หน้าที่ 163 และ 164 , พิมพ์ที่ดารุลอุซวะฮ์

(9) –อัลกุรอานบท มัรยัม โองการที่ 51.

(10) –ซะฟีนะตุลบิฮาร , เล่มที่3 , หน้าที่ 355.

(11) –อัลกุรอานบท บนีอิสรออีล โองการที่ 55.

(12) –อัลกุรอานบท อัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 253.

(13) –อัลกุรอานบท อัลอะห์กอฟ โองการที่ 35.

(14) –อัลกุรอานบท อัชชูรอ โองการที่ 13.

(15) –อัลกุรอานบท อัลอะห์ซาบ โองการที่ 7.

(16) –อุซูลลุลกาฟี , เล่มที่ 1 , หน้าที่175.

http://sahibzaman.com/muhammad-mercy-of-god1/



โพสต์การตอบสนอง

ใหม่ล่าสุด
10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนท่านนบี ซ.ล. ทำอะไร ? 10 ข้อควรรู้ในช่วงสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน 11 สิ่งที่คุณควรทำในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน ดุอาอฺในวันอีด เลิกซะ 7 สิ่งที่ทำให้ริสกี ของคู่ชีวิตลดลง ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สุดยอด! อ่านซูเราะฮ อัล-มุลกฺ ทุกคืน แล้วคุณจะปลอดภัยจากสิ่งนี้ สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ หนังสืออนุมัติวันลาหยุดทหารเนื่องในวันอีฏิ้ลฟิตริ ฮ.ศ.1438 ปิดใจ ฮีโร่หนุ่มมุสลิมช่วยชีวิตเหตุเพลิงไหม้แฟลตในลอนดอน ใครที่จำเป็นต้องถือศีลอดรอมฎอน หะดีษเก๊! ผลบุญการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ 30 คืน ในเดือนรอมฎอน หยุดแชร์ ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด นักธุรกิจมุสลิมกว่า 100 ท่าน ร่วมพลังงานละศีลอด มุ่งมั่นเดินหน้าร่วมมือธุรกิจ จุฬาฯ ประกาศดูดวงจันทร์กำหนดวันที่ 1 เดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) 1438 ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ ศาลอุทธรณ์ถอนคำสั่ง“ทรัมป์”ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ อีกแล้ว! นอร์เวย์เสนอร่างกฎหมายห้ามแต่งกายปิดหน้าในโรงเรียน
เกี่ยวกับองค์กร  •  RSS  •  ติดต่อเรา
The Leader