15 07, 22: อัพเดทล่าสุด

รำลึก 20 ปี การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เซเบรนิกา


z11

วันที่ 11-12 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ถือเป็นวันครบ 20 ปีโศกนาฏกรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สะเทือนขวัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของอารยะทวีปยุโรป ทั้งๆ ที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งยุติลงเพียงแค่ 50 ปี

โดยในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในยูโกสลาเวียเมื่อปี 2535-2538 กองทัพเซิร์บ หรือเซอร์เบียในบอสเนีย ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ ได้ลงมือเข่นฆ่าสังหารผู้ชายและเด็กชายชาวมุสลิมบอสเนียอย่างเมามันกว่า 8,000 ราย ที่เมืองเซเบรนิกา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของบอสเนีย ในจำนวนนี้มีเด็กชายอายุต่ำกว่า 15 ปี และชายชราอายุกว่า 65 ปี รวมอยู่ด้วย ก่อนจะทำลายหลักฐานด้วยการแยกร่างศพเหล่านั้น แล้วนำไปฝังหมู่ในหลุมศพกว่า 70 แห่ง ส่วนผู้หญิง เด็กและคนชราต้องถูกทารุณกรรมอย่างไร้มนุษยธรรม

z12

หญิงบอสเนียร่ำไห้ที่โลงศพของญาติที่จากไปในเหตุสังหารหมู่เมื่อ 20 ปีก่อน ที่สุสานหมู่บ้าน
ทางตะวันออกของบอสเนีย

ถือเป็นการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในทวีปเก่ายุโรป ที่สำคัญก็คือ เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาชาวยุโรปที่ถือตัวเองว่าเป็นอารยชน แต่กลับไม่มีใครยื่นมือไปช่วยยุติปฏิบัติการโหดเหี้ยมนี้ ที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานานติดต่อกันถึง 10 วัน

หนำซ้ำการสังหารหมู่ยังเกิดขึ้นใน “พื้นที่ปลอดภัย” ใต้ร่มธงของสหประชาชาติและอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกองกำลังรักษาสันติภาพชาวดัตช์ 400 คน หรือรู้จักกันในชื่อของ ”ดัตช์แบต” หรือ ”กองพันชาวดัตช์” แต่สุดท้ายชาวมุสลิมเหล่านี้กลับถูก ”ดัตช์แบต” ขายทิ้ง ด้วยการไล่ออกจากค่ายพัก ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะต้องถูกทหารเซิร์บฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม

นับเป็นบทเรียนราคาแพงที่ยืนยันถึงความล้มเหลวและความไร้ประสิทธิภาพขององค์กรโลกที่อ่อนปวกเปียกจนไม่อาจรักษาสันติภาพโลกได้ จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขึ้นในหลายประเทศนอกทวีปยุโรป

ไม่ว่ากรณีทุ่งสังหารที่กัมพูชา การสังหารหมู่ที่รวันดา เมื่อปี 2537 ซึ่งคาดว่ามีชาวทุตซีและฮูตูเสียชีวิตราว 8 แสนคน หรือการสังหารหมู่พลเรือนที่เมืองดาร์ฟูร์ ในซูดาน

ทั้งหมดนี้ ศาลโลกและคณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศได้มีคำวินิจฉัยว่า เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทั้งสิ้น เช่นดียวกับเหตุการณ์ที่เซเบรนิกา ที่คณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศสำหรับยูโกสลาเวียวินิจฉัยว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ

แม้ว่าโศกนากฏกรรม “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” อันเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่สุดในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของยุโรปจะผ่านพ้นไป 20 ปี แต่ก็เป็นอาชญากรรมที่ยังคงทิ้งปมฉงนไว้มากมาย จนนักประวัติศาสตร์และนักกฎหมายหลายคนฟันธงว่า เป็นคดีที่ยากพิสูจน์ความจริงมากที่สุด

ไม่นับรวมไปถึงการทิ้งคำถามคาใจที่ยังหาคำตอบไม่ได้ไว้หลายคำถาม โดยเฉพาะคำถามที่ว่า เหตุใดกองกำลังรักษาสันติภาพแห่งสหประชาชาติ ”ดัตช์แบต” จึงอ่อนปวกเปียกไม่สามารถป้องกันการสังหารหมู่ได้ กองพันชาวดัตช์นี้พยายามมากน้อยแค่ไหนที่จะปกป้องชีวิตของชาวมุสลิม หรือเหตุใดจึงเชื่อน้ำมนต์ของทหารเซิร์บง่ายๆ ว่า ปฏิบัติการที่บอสเนียเป็นเรื่องของมนุษยธรรมและศีลธรรมล้วนๆ โดยไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนถึงความเป็นไปได้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน จนปล่อยให้ทหารเซิร์บเข้าไปบงการได้ง่ายๆ

คำถามที่ยังไร้คำตอบนี้มีขึ้นหลังจากสหประชาชาติประกาศเมื่อเดือนเมษายน 2536 ให้เมืองเซเบรนิกาที่ถูกทหารเซิร์บในบอสเนียล้อมอยู่นั้นเป็น “เขตปลอดภัย” ภายใต้การดูแลของกองกำลังรักษาสันติภาพชาวเนเธอร์แลนด์ 400 คน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ดัตช์แบต” ทำให้ชาวเมืองซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นมุสลิมต่างอพยพครอบครัวเข้าไปอยู่ในค่ายของสหประชาชาติ โดยต่างคิดเหมือนกันว่า คงเป็น ”สวรรค์ที่ปลอดภัย” ที่สุด

แต่ความหวังนั้นพลันมลายต่อหน้า เมื่อ ”ดัตช์แบต” แทนที่จะทำหน้าที่เป็นเกราะอันแข็งแกร่งเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของชาวเมือง กลับใจปลาซิวยอมทำตามคำขู่ของนายพลรัตโก มลาดิก ผู้บัญชาการทหารและผู้บัญชาการทหารในปฏิบัติการเซเบรนิกา ที่ยื่นคำขาดให้ ”ดัตช์แบต” ส่งตัวชาวมุสลิมบอสเนียออกจากเขตปลอดภัย รวมทั้งให้มอบอาวุธให้ทหารเซิร์บแลกกับสวัสดิภาพและความปลอดภัยของกองกำลังรักษาความปลอดภัยสหประชาชาติ “ดัตช์แบต” ยอมเปิดค่ายพัก ปล่อยให้ทหารชาวเซิร์บบอสเนียจัดการคัดแยกผู้หญิงและเด็กออกไป ก่อนจะกวาดต้อนผู้ชายและเด็กผู้ชายไปกักขังไว้ในสถานที่ต่างๆ เช่น โรงเรียนและโรงงานร้าง จากนั้นก็ลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยม

ไม่เพียงเท่านี้ “ดัตช์แบต” ยังทำตัวเหมือนกับช่วยเหลือทหารเซิร์บอยู่ลับๆ ด้วยการหาเหตุไล่ออกทหารรักษาสันติภาพที่เป็นคนพื้นเมือง ปล่อยให้ต้องเดินทางออกนอกพื้นที่ปลอดภัย ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะต้องเป็นเหยื่อของทหารเซิร์บที่กำลังกระหายเลือด

นักประวัติศาสตร์หลายคนให้ความเห็นว่า การตัดสินใจที่ผิดพลาดของ “ดัตช์แบต” มาจากจิตใต้สำนึกอยู่ลับๆ ที่ผิดพลาดด้วยความเคยชินสมัยถูกนาซียึดครอง แต่ชาวดัตช์แทบไม่ดิ้นรนต่อสู้แต่อย่างใด เพราะความผิดพลาดนี้ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรีวิม ค็อก เมื่อปี 2545 หลังจากยอมรับว่า ทหารดัตช์ควรจะทำอะไรมากกว่านี้เพื่อปกป้องชีวิตของพลเรือนในเซเบรนิกา

z14
สตรีบอสเนียยื่นมือแตะรถบรรทุกขนโลงศพ 136 โลง ที่บรรจุศพเหยื่อที่เพิ่งระบุอัตลักษณ์ได้ไม่นานมานี้

อย่างไรก็ดี ชาวเมืองเซเบรนิกาทั้งที่รอดตายจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นหรือญาติของผู้เสียชีวิตต่างเรียกร้องให้ดัตช์ออกปากขอโทษอย่างเป็นทางการ รวมไปถึงการนำตัวผู้บัญชาการทหารดัตช์ในช่วงนั้นมาดำเนินคดีด้วย

เพื่อจะคลายแรงกดดันดังกล่าว เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา รัฐบาลดัตช์เพิ่งขอโทษญาติของชายชาวมุสลิม 3 คน อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก กรณีทั้ง 3 คนซึ่งต่างได้รับว่าจ้างให้ประจำการในกองกำลังรักษาสันติภาพด้วย แต่กลับถูกไล่ออกแล้วถูกสังหารหลังจากนั้นไม่นานนัก

ก่อนหน้านี้ ศาลที่กรุงเฮกได้ตัดสินว่า รัฐบาลดัตช์จะต้องรับผิดชอบต่อการตายของผู้ชายและเด็กชายชาวบอสเนียกว่า 300 คน ที่ถูกทหารเซิร์บบอสเนียสังหารเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 หลังจากถูกขับไล่ออกจากสวรรค์ที่ปลอดภัยใต้ร่มธงของสหประชาชาติ แต่ในคำตัดสินของศาลกลับระบุว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของทหารดัตช์ก่อนที่เซเบรนิกาจะกลายเป็นนรกบนดิน และไม่ต้องรับผิดชอบต่อการตายของชาวเซเบรนิกาทุกคน แต่บรรดาญาติๆ ของเหยื่อที่เสียชีวิตต่างโวยวายว่าเป็นคำตัดสินที่ไม่เป็นธรรม เพราะดัตช์จะต้องรับผิดชอบต่อการตายของเหยื่อทุกคน

อดีตทหารดัตช์หลายคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุเปิดเผยว่า ทหารได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว และทุกวันนี้อดีต “ดัตช์แบต” ไม่ใช่น้อยก็ยังทุกข์ทนกับความเจ็บปวดทางใจ หลายคนถึงกับฆ่าตัวตาย “ดัตช์แบต” โอดครวญว่า พวกเขาเองก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเช่นกัน โดยสหประชาชาติไม่เคยทำตามสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะให้การสนับสนุนทางอากาศและยุทธภัณฑ์ต่างๆ

“ดัตช์แบต” เหล่านั้นยังโทษคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่า ลงมติผิดพลาดโดยไม่คำนึงถึงสภาพเป็นจริง ให้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปปฏิบัติหน้าที่ ทั้งๆ ที่ไม่มีสันติภาพที่จะต้องรักษาแม้แต่น้อย

ตลอดช่วงกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา คณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศสำหรับยูโกสลาเวีย ได้ไล่ล่า, จับกุมส่งฟ้อง และตัดสินคดี 20 ผู้ต้องหาสำคัญ ในจำนวนนี้ศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 14 คน ปล่อยตัว 1 คน ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีอีก 3 คน ผู้ต้องหาเสียชีวิตขณะถูกคุมขัง 1 คน จึงต้องจำหน่ายคดีทิ้ง ผู้ต้องหาคนสำคัญ ได้แก่

z15

สโลโบดัน มิโลเซวิช อดีตประธานาธิบดียูโกสลาเวียและบุรุษเหล็กของเซอร์เบีย เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังเมื่อเดือนมีนาคม 2549 ขณะถูกตั้งข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรสงครามและก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ คณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศสำหรับยูโกสลาเวียจึงต้องจำหน่ายคดี

z16

รัตโก มลาดิก ผู้บัญชาการทหารและผู้บัญชาการทหารในปฏิบัติการเซเบรนิกายังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรสงครามและก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังถูกจับกุมเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 ขณะซ่อนตัวที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของเซอร์เบีย แต่เนื่องจากอัยการพบหลักฐานเพิ่มเติมจากการพบหลุมศพใหม่จึงต้องสอบสวนเพิ่มเติม คาดว่าจะมีคำตัดสินในเดือนพฤศจิกายน 2559

z17

ราโดแวน คาราดซิก ผู้นำเซิร์บบอสเนีย ถูกฟ้อง 11 กระทง รวมไปถึงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เซเบรนิกา คาดว่าศาลจะตัดสินคดีนี้ในเดือนธันวาคมนี้

ซีดราฟโค โทลิมีร์ อดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองและความมั่นคงและเป็นมือขวาของรัตโก มลาดิก ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมต่างๆ

นายพลราดิสลาฟ คริสติก อดีตผู้บัญชาการทหารชาวเซิร์บในบอสเนียที่บุกโจมตีเมืองเซเบรนิกา เป็นผู้ต้องหาคนแรกที่ศาลตัดสินให้จำคุก 35 ปีในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่คดียังอยู่ในขั้นอุทธรณ์

โยวิคา สตานิสิก อดีตผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองและมือขวาของสโลโบดาน มิโลเซวิก และฟรังโก ซิมาโทวิก ได้รับการปล่อยตัว แต่อัยการได้อุทธรณ์คำตัดสินนี้

มอมซิโล เปริซิก อดีตผู้บัญชาการทหารบกยูโกสลาเวียที่ถูกตั้งข้อหาว่าให้ความช่วยเหลือในการสังหารหมู่ ได้รับการปล่อยตัวหลังจากยื่นอุทธรณ์เมื่อต้นปี 2556 กรณีศาลตัดสินให้จำคุก 27 ปี แต่เพราะขาดหลักฐานจึงได้รับการปล่อยตัวหลังยื่นอุทธรณ์

ดราโก นิโคลิค ผู้บัญชาการกองกำลังความมั่นคงบอสเนีย ถูกตัดสินจำคุก 35 ปี ส่วน วินโก พันดูเรวิค ผู้บัญชาการกองพลน้อย ถูกจำคุก 13 ปี ขณะที่ตัดสินลดโทษ 1 ปี ให้แก่ ราดิโวเย ไมล์ติก หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการกองกำลังบอสเนีย จาก 19 ปี เหลือจำคุก 18 ปี

วูจาดิน โปโปวิค และจูบีซา เบียรา อดีตทหารชาวเซิร์บในบอสเนีย ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุสังหารหมู่เซเบรนิกา

ที่มา คมชัดลึก

โดย…บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์


โพสต์การตอบสนอง

ใหม่ล่าสุด
10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนท่านนบี ซ.ล. ทำอะไร ? 10 ข้อควรรู้ในช่วงสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน 11 สิ่งที่คุณควรทำในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน ดุอาอฺในวันอีด เลิกซะ 7 สิ่งที่ทำให้ริสกี ของคู่ชีวิตลดลง ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สุดยอด! อ่านซูเราะฮ อัล-มุลกฺ ทุกคืน แล้วคุณจะปลอดภัยจากสิ่งนี้ สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ หนังสืออนุมัติวันลาหยุดทหารเนื่องในวันอีฏิ้ลฟิตริ ฮ.ศ.1438 ปิดใจ ฮีโร่หนุ่มมุสลิมช่วยชีวิตเหตุเพลิงไหม้แฟลตในลอนดอน ใครที่จำเป็นต้องถือศีลอดรอมฎอน หะดีษเก๊! ผลบุญการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ 30 คืน ในเดือนรอมฎอน หยุดแชร์ ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด นักธุรกิจมุสลิมกว่า 100 ท่าน ร่วมพลังงานละศีลอด มุ่งมั่นเดินหน้าร่วมมือธุรกิจ จุฬาฯ ประกาศดูดวงจันทร์กำหนดวันที่ 1 เดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) 1438 ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ ศาลอุทธรณ์ถอนคำสั่ง“ทรัมป์”ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ อีกแล้ว! นอร์เวย์เสนอร่างกฎหมายห้ามแต่งกายปิดหน้าในโรงเรียน
เกี่ยวกับองค์กร  •  RSS  •  ติดต่อเรา
The Leader