17 02, 18: อัพเดทล่าสุด

มุสลิมสามารถโกหกได้หรือไม่


มุสลิมสามารถโกหกได้หรือไม่

อัลลอฮฺ(ซบ.) ได้ทรงกล่าวในอัลกุรอานว่า..มีความว่า “โอ้บรรดาผู้ที่มีศรัทธาทั้งหลาย คือบรรดาผู้ที่มีอีหม่าน …เจ้าทั้งหลายจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺนั่นก็คือการมีตักวา…ตักวา…คือ ทำตามที่อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงใช้ละเว้นจากสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงห้าม..และเจ้าทั้งหลายจงทำตัวเป็นบุคคลอยู่ร่วมกับบุคคลที่มีสัจจะ” ในอายะห์นี้ได้ชี้ชัดให้เราในฐานะที่เป็นมุสลิมได้เข้าใจว่า…การมีวาจาสัจจะนั้น เป็นการแสดงของความเป็นมุสลิม คนซึ่งนามว่าเป็นมุสลิม หรือมุอฺมินในขั้นแรกต้องเข้าใจก่อนว่าโกหกไม่ได้ เพราะท่านนบี(ซ.ล.) ได้กล่าวเอาไว้ว่าใจความว่า “ท่านทั้งหลายจงพูดในสิ่งที่เป็นความจริง ถึงแม้นว่ามันจะขมขื่นก็ตาม นั้นเป็นความเข้าใจในหลักขั้นพื้นฐานของความเป็นมุสลิมเนื้อแท้ว่าจะต้องมีความซื้อสัตย์และบริสุทธิ์ในการที่จะเปล่งออกมาของวาจาแต่ละคำ จะต้องไตร่ตรอง คิด แล้วต้องแสดงออกมาถึงความจริงใจ ปากกับใจต้องตรงกัน ปากกล่าวอย่างไรใจก็อย่างนั้น จึงจะได้เรียกว่า คนที่เป็นมุสลิม

ในขณะเดียวกัน การโกหกไม่ใช่เครื่องหมายมุสลิมแต่เป็นเครื่องหมายของคนมุนาฟิกีน คือ คนกลับกลอก หรือภาษาบ้านๆเรียกว่า คนหน้าไว้หลังหลอก ท่านนบี(ซ.ล.)ได้แจงไว้ว่า “เครื่องหมายของมุนาฟิกีนหรือคนกลับกลอกมีสามประการ คือ 1)เมื่อพูดแล้วก็โกหก 2)เมื่อสัญญาแล้วก็บิดพลิ้วกับสัญญา 3)เมื่อรับความไว้วางใจกับใครแล้วเขาก็ไม่ได้ทำตามสัญญาที่รับปากไว้

การโกหกมิได้นำพาไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ(ซบ.) เพราะท่านนบี(ซ.ล.) ได้แจงไว้เช่นเดียวกันว่า “แล้วเจ้าทั้งหลายจงสัจจะ แท้จริงความสัจจะจะนำพาไปสู่ความดี แล้วความดีจะนำไปสู่สรวงสวรรค์ คนหนึ่งเขาอยู่ในความคงสัจจะไม่โกหก อย่างนี้อัลลอฮฺ(ซบ.) บันทึกเขาว่าเป็นคนพูดจริงสัจจะยิ่ง คนที่อัลลอฮฺ(ซบ.) บันทึกแล้วจะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนได้ แล้วจงออกห่างไกลจากการโกหกหรือมุสา แท้จริงการโกหกนั้นจะนำพาไปสู่ความเลวร้าย และแท้จริงความเลวร้ายก็จะเป็นสิ่งที่จูงลงสู่นรก”

“คนที่พูดโกหกเป็นประจำแล้วติดพูดโกหกเป็นนิสัย คร่าใดที่พูดมีแต่เรื่องโกหกทั้งนั้น อัลลอฮฺ(ซบ.) บันทึกแล้วจะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนได้ แล้วจงออกห่างไกลจากการโกหกหรือมุสาเถิด แท้จริงการโกหกนั้นจะนำพาไปสู่ความเลวร้าย และแท้จริงความเลวร้ายก็จะเป็นสิ่งที่จูงลงสู่นรก”

“คนที่พูดโกหกเป็นประจำแล้วติดพูดโกหกเป็นนิสัย คร่าใดที่พูดมีแต่เรื่องโกหกทั้งนั้น อัลลอฮฺ(ซบ.) บันทึกว่าเป็นจอมโกหก” เพราะฉะนั้น ท่านนบี(ซ.ล.) เน้นหนักเรื่องนี้มาก มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านนบี(ซ.ล.) ได้นอนเอกเขนกอยู่ ท่านนบีก็ได้บอกว่า “เราจะบอกกับพวกเจ้าทั้งหลายให้ทราบเอาไหมในเรื่องบาปใหญ่? เหล่าซอฮาบะห์หรือเหล่าอัครสาวกก็กล่าวว่า เอาสิครับโอ้ท่านรอซูล(ซ.ล.)…ท่านรอซูล(ซ.ล.) ก็กล่าวว่า 1)คือการสร้างภาคีต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) 2)เนรคุณต่อบิดามารดา 3)โปรดระวังเถอะเรื่องของการโกหก ท่านนบี(ซ.ล.) ซ้ำคำว่า จงระวังเรื่องโกหก ซ้ำแล้วซ้ำอีกในคำนี้จนกระทั่งท่านนบีขึ้นมานั่ง แล้วท่านนบี(ซ.ล.) ก็ยังกล่าวเตือนซ้ำอีก

ซอฮาบะห์ท่านหนึ่งก็นึกว่า เมื่อไหร่ท่านนบี(ซ.ล.) จะหยุดพูดคำนี้เสียที ความหมายคือ ท่านนบี(ซ.ล.) ได้เน้น แล้วซ้ำในเรื่องอันตราย ที่จะเกิดขึ้นจากการโกหกแล้วก็เป็นบาปหนา เพราะฉะนั้น ในโทษของการโกหก ถ้าจะระบุให้ชัดเจนคงจะระบุยาก แต่โทษอย่างน้อยๆ ขอบอกให้คิดเอาเอง อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงเกลียด ไม่รัก คนที่อัลลอฮฺ(ซบ.) ไม่รักในดุนยาดีไม่ได้ อาคีเราะห์ก็ไม่ดีด้วย

1153402-3x2-940x627

แล้วในขณะเดียวกัน การที่เราหลีกเลี่ยงจากการโกหก สังเกตตัวเราเอง ถ้าเราไม่โกหก ไม่มุสา จะนำมาซึ่งความสบายใจเพราะท่านนบีกล่าวความว่า “การพูดสัจจะหรือไม่มีการโกหก เป็นความสุขทางใจ” ลองสังเกตดูว่า ถ้าเราโกหกใครมา เราไม่มีความสุข กลัวเขาจะจับได้ เครียด ดังนั้น ถ้าไม่อยากเครียดก็อย่าโกหก การไม่โกหกและมีสัจจะนั้นจะได้รับบารอกัต คือจะมีความศิริมงคลในอาชีพการงาน เช่น การค้าขาย ลองไปสังเกต คนที่ซื่อตรง เขาค้าขายเขาจะมีความเจริญงอกงาม ตามคำโบราณที่มีว่า ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน คนที่โกหกในการค้าขายจะเจริญไม่นาน ไม่กี่ปีอัลลอฮฺ(ซบ.) ก็ให้จนมากกว่าเก่า อันนี้สำคัญมากที่สุด แล้วในเรื่องการค้าขายในอาชีพนี่โปรดอย่าเอาบาปไปเจือปน จงให้ได้มากับริสกีที่ฮาลาลและบริสุทธิ์ คือริสกีที่ไม่มีการปนเปื้อน

ต่อมาการไม่โกหกหรือการพูดจริง อัลลอฮฺ(ซบ.) ให้ตำแหน่งถึงกับคนที่เสียชีวิตในสงครามของอัลลอฮฺ(ซบ.)เพราะท่านนบี(ซ.ล.) ได้กล่าวชี้แจงเอาไว้ถึงคนที่เขามีความสัจจะมีความจริงใจ ถึงแม้ว่าเขาไม่ได้ออกสมรภูมิรบ แต่ว่าเขา มีความสัจจะอยู่ในใจของเขา และไม่มุสา ถึงแม้นว่าเขาจะอยู่บนที่นอนก็ตาม และเขาจะปลอดภัยจากสิ่งเลวร้ายทั้งหลาย

เพื่อเป็นอนุสติ มีชายคนหนึ่งได้ถูกทำร้าย แล้วเขาก็วิ่งหนีจากผู้ที่ทำร้ายไปพึ่งพาอาศัยคนซอและห์(คนดี) คนหนึ่ง ชายที่วิ่งหนีมาก็กล่าวแก่คนซอและห์(คนดี) ว่าให้ที่ฉันได้หลบซ่อนด้วยเถอะ เพราะมีคนกำลังตามมาทำร้ายฉัน คนซอและห์(คนดี)คนนี้ก็บอกว่า งั้นเจ้าจงลงนอนตรงนี้แหล่ะ ชายซอและห์จึงเอาก้านอินทผลัม เอาใบไม้ เอาขยะคลุมเอาไว้ กลุ่มที่มุ่งมาหวังจะทำร้ายเมื่อมาถึงที่ชายซอและห์ก็ถามว่า “ท่านเห็นชายคนหนึ่งที่วิ่งหนีมาทางนี้ไหม?” ชายซอและห์หรือชายที่มีคุณธรรมความดีจึงกล่าวว่า “เขาอยู่ในบ่อนี้แหล่ะ(บ่อที่มีก้านอินผลัม ใบไม้ และขยะ)” ชายซอและห์คนนี้เขาพูดจริง คนที่มุ่งจะทำร้ายก็คิดว่า คนที่เขาจะทำร้ายไม่น่าจะมาหลบในบ่อขยะ คนที่จะทำร้ายคิดว่าคนซอและห์พูดหยอกล้อ เล่น ไม่จริงจัง เป็นการดูถูก ก็เลยไม่สนใจและละจากการค้นหาตรงจุดนั้นไป

อุลามะห์บอกว่า ชายที่หนีมาเขาปลอดภัย ด้วยความบารากัตจากความสัจจะของคำพูดคนที่ซอและห์เพราะฉะนั้น การโกหกถ้าแม้นว่าโกหกแล้วทำให้คนสบายใจจะบาปหรือไม่นั้น? ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่ามุสลิมที่ดีนะ ท่านนบีกล่าวเอาไว้ ซึ่งมีใจความว่า “คนที่ทำให้คนอื่นเกิดความสบายอกสบายใจ แล้วคำพูดใดก็ตามที่ทำให้คนอื่นสบายใจ และเกิดความเบิกบานนั้นเป็นอะม้าล เป็นการงานที่ประเสริฐมาก”

“สิ่งที่อยากจะเตือนตัวเองและพี่น้องทั้งหลาย ในครั้งนี้ก็คือว่า ปัจจุบันนี้มุสลิมเราไม่ใช่โกหกเพียงอย่างเดียวแล้ว วาจาไม่รักษาน้ำใจกัน มีแต่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจแก่พี่น้องมุสลิมด้วยกัน คนอย่างนี้ต้องไปเสริมอีหม่านใหม่ เพราะมุสลิมคือพี่น้องกัน ใครมีความทุกข์มีความเดือนร้อนเราต้องช่วยเหลือ เพราะท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่าความว่า “ใครก็ตามที่ปลดเปลื้องความทุกข์ของมุสลิม กับความทุกข์หนึ่งในโลกดุนยานี้ อัลลอฮฺ(ซบ.) ปลดเปลื้องความทุกข์ของเขาในวันกิยามะห์” แต่เราไม่ได้ไปปลดเปลื้องความทุกข์ของเขา แถมยังไปสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจกับเขาอีก อย่างนี้จะเรียกว่าเราเป็นมุสลิมได้หรือเปล่า!? คิดดู เพราะท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า “มุสลิมคือผู้ที่มอบความปลอดภัยแก่พี่น้องที่เป็นมุสลิม กล่าวคือ มุสลิมต้องมิสร้างความเดือดร้อนแก่พี่น้องมุสลิมด้วยกัน ไม่ว่าทางวาจาหรือกำลัง การโกหกซึ่งทำให้ผู้อื่นเสียหายทางด้านจิตใจ ร่างกาย ทรัพย์สิน

islamic233

ดังนั้นในหลักการอิสลามจึงชี้ชัดว่าการโกหกเป็นสิ่งต้องห้าม แต่มีอยู่หลายประการที่พอประมวลได้ ที่ศาสนาอนุโลมให้ ว่าบางประการของการโกหกที่ไม่บาป และอาจจะเป็นการได้บุญด้วย เช่น สองคนทะเลาะกัน แล้วไปโกหกให้พวกเขาคืนดีกันได้ นายก. ทะเลาะกับ นายข. แล้วนายค. ก็ไปบอกกับนายก.ว่า นายข. ฝากสลามมานะ และพอพบนายนายก. ก็บอกว่านายข.ฝากสลามมาเช่นกัน ทั้งๆที่ทั้งนายก. และนายข.ก็ไม่ได้ฝากสลาม อย่างนี้ถือว่าไม่บาป เพราะถือว่าได้ทำให้เกิดความปรองดอง แต่สมัยนี้หายาก เพราะส่วนใหญ่โกหกแล้วทำให้คนทะเลาะกันเยอะมาก คนที่ละหมาดครบทั้ง 5 เวลานี้แหละ แถมยังถือศีลอดรอมฎอนอย่างเคร่งครัด ถือศีลอดหกวันเดือนเชาวาล แต่มีนิสัยชอบทำให้คนทะเลาะกัน คนจำพวกนี้ตายไปผลบุญไม่เหลือ

ประการต่อมาก็คือ โกหกในเรื่องของสงครามหรือสมรภูมป้องกันศาสนา เพราะว่าสงครามถือว่าต้องมีเล่ห์ มีกล มีเหลี่ยม ถ้าแม้นว่าโกหกเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายอย่างนี้ในสงครามหรือสมรภูมรบศาสนาอนุญาตให้มีการโกหกได้ เช่น ออกสมรภูมิเพื่อศาสนาจำนวนคนไม่เยอะ ก็สามารถโกหกในเรื่องจำนวนว่ามีจำนวนมากได้ เป็นต้น อย่างนี้ไม่เป็นบาป

อีกประการหนึ่ง แต่อย่าทำกันบ่อยนักนะครับ!! ก็คือ สามีโกหกภรรยาเพื่อให้ภรรยาสบายใจ เช่น กลับมาบ้านดึก ภรรยาเกิดสงสัยถามไปไหน ทางฝ่ายสามีไม่รู้จะตอบยังไง ก็ตอบไปเพื่อให้ภรรยาสบายใจ ก็ตอบไปว่าติดงาน รถติด ทำนองนี้ ภรรยาก็สบายใจ ความหมายตรงนี้โกหกเพื่อให้ภรรยาสบายใจแต่ไม่ใช่ตอแหล เพราะคำว่าโกหกกับตอแหลแตกต่างกัน

“เพราะฉะนั้น ขอเตือนสติแก่ตัวเองและพี่น้องที่รักทุกท่านว่า เราพูดครั้งแรก ถ้าเราไม่เคยโกหก แล้วเรามาโกหกเราจะรู้สึกเขิน กลัว ให้พี่น้องสังเกตได้ โกหกครั้งที่สองรู้สึกชิน พอครั้งที่สามรู้สึกชอบ แล้วโกหกต่อมาเรื่อยๆก็จะเป็นสันดาน เขาเรียกว่า “กมลสันดาน” คนที่โกหกเป็นกมลสันดานตรงนี้ให้รู้เลยว่า อัลลอฮฺ(ซบ.)ได้บันทึกแล้วว่า เป็นจอมโกหก แล้วจอมโกหกทางไปที่ไหนหล่ะ ครับ..ก็นรกของอัลลอฮฺ(ซบ.) (นั้นแหละครับ)” อาจารย์อาลี กองเป็ง กล่าวทิ้งท้าย



โพสต์การตอบสนอง

ใหม่ล่าสุด
10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนท่านนบี ซ.ล. ทำอะไร ? 10 ข้อควรรู้ในช่วงสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน 11 สิ่งที่คุณควรทำในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน ดุอาอฺในวันอีด เลิกซะ 7 สิ่งที่ทำให้ริสกี ของคู่ชีวิตลดลง ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สุดยอด! อ่านซูเราะฮ อัล-มุลกฺ ทุกคืน แล้วคุณจะปลอดภัยจากสิ่งนี้ สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ หนังสืออนุมัติวันลาหยุดทหารเนื่องในวันอีฏิ้ลฟิตริ ฮ.ศ.1438 ปิดใจ ฮีโร่หนุ่มมุสลิมช่วยชีวิตเหตุเพลิงไหม้แฟลตในลอนดอน ใครที่จำเป็นต้องถือศีลอดรอมฎอน หะดีษเก๊! ผลบุญการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ 30 คืน ในเดือนรอมฎอน หยุดแชร์ ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด นักธุรกิจมุสลิมกว่า 100 ท่าน ร่วมพลังงานละศีลอด มุ่งมั่นเดินหน้าร่วมมือธุรกิจ จุฬาฯ ประกาศดูดวงจันทร์กำหนดวันที่ 1 เดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) 1438 ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ ศาลอุทธรณ์ถอนคำสั่ง“ทรัมป์”ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ อีกแล้ว! นอร์เวย์เสนอร่างกฎหมายห้ามแต่งกายปิดหน้าในโรงเรียน
เกี่ยวกับองค์กร  •  RSS  •  ติดต่อเรา
The Leader