15 10, 08: อัพเดทล่าสุด

มุบาฮะละฮฺ บทพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)


download (3)

มุบาฮะละฮฺ บทพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)

      วันที่ 24 ซุลฮิจญะฮ์ ฮิจเราะห์ศักราชที่ 10 มีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อิสลามเกิดขึ้น ที่รู้จักกันในนาม มุบาฮะละฮ์ ซึ่งเป็นที่มาของการประทานโองการอัลกุรอาน โองการที่ 61 จากบทอาลิอิมรอน มุบาฮะละฮ์ เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่พิสูจน์ถึงความประเสริฐและสถานภาพอันยิ่งใหญ่ของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ)


เรื่องราวโดยสังเขปเกี่ยวกับเหตุการณ์มุบาฮะละฮ์

      นัจญ์รอน เป็นเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ในแผ่นดินฮิญาซ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเยเมน ในช่วงเริ่มแรกของอิสลาม ชาวเมืองนัจญ์รอนเป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์ โดยมีความเชื่อว่า เยซูหรือศาสดาอีซา (อ.) คือบุตรของพระผู้เป็นเจ้า จนกระทั่งฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 10 ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้ส่งคอลิด บินวาลิด ไปยังเมืองนัจญ์รอน เพื่อเรียกร้องเชิญชวนชาวเมืองนั้นมาสู่อิสลาม ประชาชนจำนวนมากได้ยอมรับศาสนาอิสลาม แต่มีประชาชนจำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในศาสนาคริสต์ 

       หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) ได้เขียนสาสน์ฉบับหนึ่งส่งไปยังบรรดาผู้นำคริสเตียนแห่งนัจญ์รอน เมื่อพวกเขาได้รับสาสน์จากท่านศาสนทูต (ศ) พวกเขารู้สึกหวาดกลัว และหลังจากการปรึกษาหารือกันแล้ว พวกเขาตัดสินใจส่งคณะบุคคล 60 คน เดินทางไปยังนครมะดีนะฮ์ เพื่อพบกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ภายใต้การนำของบาทหลวง 3 คน ซึ่งมีนามว่า อะฮ์ตัม, อากิบ และ ซัยยิด 

        เมื่อคณะของคริสเตียนชาวนัจญ์รอนมาพบกับท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) มีการสนทนาและโต้แย้งกันในเรื่องของหลักความเชื่อเกี่ยวกับเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า โดยเฉพาะในเรื่องของศาสดาอีซา (อ.) ซึ่งพวกเขาอ้างว่าเยซูหรืออีซา (อ.) เป็นบุตรของพระเจ้า เนื่องจากไม่มีบิดา

       ในช่วงเวลานั้นเองท่านญิบรีล (อ.) จึงนำโองการลงมายังท่านศานทูตแห่งอัลอฮ์ (ซ็อลฯ) เพื่อใช้เป็นหลักฐานตอบโต้พวกเขา ซึ่งโองการอัลกุรอานได้กล่าว

إِنَّ مَثَلَ عِيسَى عِندَ اللّهِ كَمَثَلِ آدَمَ خَلَقَهُ مِن تُرَابٍ ثِمَّ قَالَ لَهُ كُن فَيَكُونُ

แท้จริงข้อเปรียบเทียบของอีซา ณ อัลลอฮ์นั้น เปรียบได้กับอาดัม พระองค์ทรงสร้างเขามาจากดิน หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงตรัสต่อเขาว่า “จงเป็นเถิดแล้วเขาก็เป็นขึ้นมา

(บทอาลิอิมรอน โองการที่ 59)

     ท่านศาสนทูตแห่ง (ซ็อลฯ) ตอบโต้พวกเขาโดยอ้างหลักฐานถึงศาสดาอาดัม (อ.) ที่ไม่มีทั้งบิดาและมารดา จนทำให้ชาวคริสเตียนแห่งนัจญ์รอนไม่สามารถกล่าวโต้แย้งอะไรได้อีก ท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) จึงเชิญชวนพวกเขาให้เข้ารับอิสลาม แต่พวกเขาก็ยังยืนกรานปฏิเสธ ในช่วงเวลานั่นเอง อัลลอฮ์ (ซบ) ได้ทรงประทานโองการลงมายังศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) โดยมีความว่า

فَمَنْ حَآجَّكَ فِيهِ مِن بَعْدِ مَا جَاءكَ مِنَ الْعِلْمِ فَقُلْ تَعَالَوْاْ نَدْعُ أَبْنَاءنَا وَأَبْنَاءكُمْ وَنِسَاءنَا وَنِسَاءكُمْ وَأَنفُسَنَا وأَنفُسَكُمْ ثُمَّ نَبْتَهِلْ فَنَجْعَل لَّعْنَةَ اللّهِ عَلَى الْكَاذِبِينَ

ดังนั้นผู้ใดที่โต้เถียงเจ้าในเรื่องของเขา (อีซา) ภายหลังจากที่ความรู้ได้มายังเจ้าแล้ว เจ้าก็จงกล่าว (กับพวกเขา) เถิดว่า ท่านทั้งหลายจงมาเถิด เราจะเรียกลูกๆ ของเราและลูกๆ ของพวกท่าน และเรียกบรรดาสตรีของเราและบรรดาสตรีของพวกท่าน และตัวของเราและตัวของพวกท่านมา แล้วเราก็จะวิงวอน โดยขอให้การสาปแช่งของอัลลอฮ์จงประสบแก่บรรดาผู้มดเท็จ 

(บทอาลิอิมรอน โองการที่ 61)

      เมื่อโองการดังกล่าวถูกประทานลงมา ท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) เสนอแนะให้ชาวคริสเตียนแห่งนัจญ์รอน ทำการมุบาฮะละฮ์ (วิงวอนต่ออัลลอฮ์ให้สาปแช่งและลงโทษฝ่ายที่มิได้อยู่บนสัจจธรรม) พวกเขายอมรับข้อเสนอดังกล่าว 

      ระหว่างการรอคอยเช้าของวันใหม่ เพื่อเข้าสู่พิธีการ มุบาฮะละฮ์ คณะของชาวคริสเตียนแห่งนัจญ์รอนได้มีการชุมนุมปรึกษาหารือกัน หัวหน้าบาทหลวงได้กล่าวขึ้นกับพวกเขาว่า ในวันพรุ่งนี้ หากมุฮัมมัดนำสาวกของเขามาทำมุบาฮะละฮ์กับพวกเรา เราก็จะทำมุบาฮะละฮ์กับเขา แต่หากการมุบาฮะละฮ์ของเขา ได้นำเอาเครือญาติใกล้ชิดมาร่วมในการมุบาฮะละฮ์ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า เขาคือศาสดาของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง และเป็นผู้สัจจริงในคำกล่าวอ้างของตนเอง” 

   เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ชาวคริสเตียนแห่งนัจญ์รอนออกมายังสถานที่นัดหมาย และรอคอยการมาของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ทันใดนั้นพวกเขาก็เห็นท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) กำลังเดินทางมา โดยอุ้มเด็กน้อยคนหนึ่ง พร้อมกับจูงมือเด็กน้อยอีกคนหนึ่งมาด้วย โดยมีสตรีผู้หนึ่งและบุรุษอีกผู้หนึ่งเดินตามหลังท่านมา 

   ในเวลานั้นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้กล่าวกับผู้ร่วมเดินทางมากับท่านว่าเมื่อฉันวิงวอนต่ออัลลอฮ์ พวกเจ้าก็จงกล่าวคำว่า อามีนเถิด” 

     บรรดาบาทหลวงชาวนัจญ์รอน ได้สอบถามชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรจำนวนมากที่กำลังเฝ้ารอดูเหตุการณ์มุบาฮะละฮ์ว่า บุคคลเหล่านี้มีสายสัมพันธ์ต่อมุฮัมมัดอย่างไร พวกเขาตอบว่า บุรุษผู้นั้นคือ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ เป็นบุตรเขยของท่าน และสตรีผู้นั้นคือ ฟาฏิมะฮ์ บุตรีของท่าน ส่วนเด็กน้อยสองคนนั้นคือ ฮะซันและฮูเซน บุตรของฟาฏิมะฮ์กับอะลี 

    นักบวชชาวคริสเตียนเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น ก็รู้สึกหวาดหวั่นและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก โดยที่หัวหน้าคณะของพวกเขาได้กล่าวขึ้นว่า ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า ฉันเห็นใบหน้าของบุคคลเหล่านั้นแล้ว หากพวกเขาวิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้าให้บรรดาภูเขาทั้งหลายถล่มลงมาเป็นหน้ากอง การวอนขอของพวกเขาก็จะไม่ถูกปฏิเสธ ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าทำการมุบาฮะละฮ์กับพวกเขาเลย มิเช่นนั้นพวกท่านจะพบกับความพินาศ และจะไม่มีคริสเตียนคนใดหลงเหลืออยู่บนหน้าแผ่นดินนี้อีกเลยจวบจนถึงวันกิยามัต 

      พวกเขากล่าวกับท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) ว่า โอ้ อบุลกอซิมเอ๋ย! เราไม่ขอทำการมุบาฮะละฮ์กับท่านแล้ว ท่านจงนับถือศาสนาของท่าน และโปรดปล่อยให้พวกเราอยู่บนศาสนาของพวกเราต่อไปเถิด” 

     ท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) กล่าวว่า หากพวกท่านไม่พร้อมที่จะมุบาฮะละฮ์กับเรา ก็จงยอมรับอิสลามเสียเถิด” หัวหน้าบาทหลวงกล่าวว่า “เราไม่ขอเข้ารับอิสลาม และพวกเราก็ไม่มีความสามารถที่จะทำสงครามกับพวกท่าน แต่พวกเราจะขอจ่ายเครื่องบรรณาการเหมือนกับบรรดาชาวคัมภีร์ทั้งหลาย” ท้ายที่สุดท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) ก็ยอมรับข้อเสนอของพวกเขา 

   นั่นคือเรื่องราวโดยสรุปของเหตุการณ์ มุบาฮะละฮ์ ซึ่งถูกบันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ทุกเล่ม และในหนังสือที่สำคัญของพี่น้องอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ ก็อ้างอิงเรื่องราวนี้ไว้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น

             – ซอเอี๊ยะฮ์ มุสลิม เล่มที่ 7 หน้าที่ 120

             – มุสนัด อะห์หมัด อิบนิฮัมบัล เล่มที่ 1 หน้าที่ 185

             – ตัฟซีร อัฏฏ็อบรี เล่มที่ 3 หน้าที่ 195

             – มุสตัดร็อก อะลัซ ซอฮีฮัยน์ เล่มที่ 3 หน้าที่ 150

              – กิตาบ ดะลาอิลุลนุบูวะฮ์ ฮาฟิส อบูนะอีม หน้าที่ 297

              – ตัฟซี ฟัครุรรอซี เล่มที่ 8 หน้าที่ 85

              – ญามิอุลอุซูล อิบนุอะซีร เล่มที่ 9 หน้าที่ 470

              – ตัซกิร่อตุลค่อวาซ อิบนุเญาซี หน้าที่ 17

              – ตัฟซีร อัลญะวาฮิร ฏ็อนฏอวี เล่มที่ 2 หน้าที่ 120

              – ดะลาอิลุนนุบูวะฮ์ , ฮาฟิซ อบูนุอัยม์ อิสฟะฮานี หน้าที่ 297

              – อัซบาบุนุซูล วาฮิดี นัยซาบูรี หน้าที่ 74

เหตุการณ์สำคัญอื่นๆ 

       ในหนังสือ มะฟาติฮุลญินาน ของท่านเชคอับบาส กุมมี กล่าวว่า : ในวันนี้ก่อนที่ท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) จะออกไปทำการมุบาฮะละฮ์ ท่านได้นำผ้าคลุมกาย (กิซาอ์) มาคลุมตัวท่าน และเรียกบุคคลทั้ง 4 เข้ามาอยู่ใต้ผ้าคลุมนั้น และวิงวอนขอพรต่ออัลลอฮ์ (ซบ.) จนเป็นที่มาของการประทานโองการอัลกุรอานที่รู้จักในนาม อายะฮ์ อัตตัฏฮีร ที่อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า

إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَ يُطَهِّرَكمُْ تَطْهِيرًا

อันที่จริงอัลลอฮ์ทรงประสงค์ที่จะขจัดมลทินให้หมดไปจากพวกเจ้า โอ้อะฮ์ลุลบัยต์(ครอบครัวศาสดา) เอ๋ย และจะทรงชำระพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง (บทอะฮ์ซาบ โองการที่ 33) 

       และในวันเดียวกันนี้เองที่ท่าน อะมีรุลมุอ์มินีน อะลีอิบนิ อะบีฏอลิบ (อ.) ได้บริจาคทานแหวนของท่านให้แก่คนยากไร้ผู้หนึ่งในขณะรุกูอ์ และเป็นที่มาของการประทานโองการที่เรียกว่าอายะฮ์ อัลวิลายะฮ์ ซึ่งอัลลอฮ์ทรงตรัสว่า

إِنَّمَا وَلِيُّكُمُ اللَّهُ وَرَسُولُهُ وَالَّذِينَ آمَنُوا الَّذِينَ يُقِيمُونَ الصَّلَاةَ وَيُؤْتُونَ الزَّكَاةَ وَهُمْ رَاكِعُونَ

อันที่จริง ผู้ปกครองของพวกเจ้ามีเพียงอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ที่ดำรงนมาซ และพวกเขาบริจาคทาน (ซะกาต) ในขณะที่พวกเขาโค้ง (รุกุฮ์) (บทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 55)

       เนื่องจากความจำกัดของบทความนี้ จึงไม่อาจนำรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งสองมานำเสนอในที่นี้ได้ หากพี่น้องประสงค์ สามารถค้นหาดูได้จากหนังสือประวัติศาสตร์อิสลาม เช่น มุฮัมมัด (ซ็อลฯ) รัศมีนิรันดร” “ชำระประวัติศาสตร์อิสลาม หรือ อัลมุรอญิอาต ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษาไทยแล้ว

 

บทความโดย : เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ



โพสต์การตอบสนอง

ใหม่ล่าสุด
10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนท่านนบี ซ.ล. ทำอะไร ? 10 ข้อควรรู้ในช่วงสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน 11 สิ่งที่คุณควรทำในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน ดุอาอฺในวันอีด เลิกซะ 7 สิ่งที่ทำให้ริสกี ของคู่ชีวิตลดลง ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สุดยอด! อ่านซูเราะฮ อัล-มุลกฺ ทุกคืน แล้วคุณจะปลอดภัยจากสิ่งนี้ สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ หนังสืออนุมัติวันลาหยุดทหารเนื่องในวันอีฏิ้ลฟิตริ ฮ.ศ.1438 ปิดใจ ฮีโร่หนุ่มมุสลิมช่วยชีวิตเหตุเพลิงไหม้แฟลตในลอนดอน ใครที่จำเป็นต้องถือศีลอดรอมฎอน หะดีษเก๊! ผลบุญการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ 30 คืน ในเดือนรอมฎอน หยุดแชร์ ละศีลอดก่อนดวงอาทิตย์ตก สาส์นของท่านศาสดามูฮัมหมัด นักธุรกิจมุสลิมกว่า 100 ท่าน ร่วมพลังงานละศีลอด มุ่งมั่นเดินหน้าร่วมมือธุรกิจ จุฬาฯ ประกาศดูดวงจันทร์กำหนดวันที่ 1 เดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) 1438 ฮีโร่มุสลิมช่วยชีวิตประชาชนชาวแฟลตที่ถูกไฟไหม้ในอังกฤษ ศาลอุทธรณ์ถอนคำสั่ง“ทรัมป์”ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ อีกแล้ว! นอร์เวย์เสนอร่างกฎหมายห้ามแต่งกายปิดหน้าในโรงเรียน
เกี่ยวกับองค์กร  •  RSS  •  ติดต่อเรา
The Leader